ฎีกาที่ 600/2488
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การที่สามีละทิ้งภริยาไปได้กับหญิงอื่น หาทำให้ขาดจากการเป็นสามีภริยาไม่ สามีเอาสินเดิมของภริยาไปขายโดยไม่ได้รับความยินยอมของภริยานั้น ถ้าผู้ซื้อไม่รู้ว่าเป็นสินเดิมของภริยาก็ได้ทรัพย์เป็นสิทธิ ถ้ารู้ก็เป็นกรณีที่ซื้อโดยไม่สุจริต ภริยาฟ้องเรียกคืนได้ ภริยามีอำนาจฟ้องเรียกสินเดิมซึ่งสามีโอนขายโดยไมได้รับความยินยอมจากตนโดยไม่ต้องรับอนุญาตจากสามี
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 แต่ได้อย่ากันแล้วโดยจำเลยที่ 1 ได้ทิ้งโจทก์ไปมีภริยาใหม่ แล้วจำเลยที่ 1 ได้เอาที่สวนอันเป็นสินเดิมของโจทก์ขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนสัญญาซื้อขายและแก้ทะเบียนให้เป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 รับว่า ที่สวนเป็นสินเดิมของโจทก์จริง แต่จำเลยมีสิทธิขายให้ เพราะเป็นสามีโจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้จำเลยที่ 2 โดยโจทก์รู้เห็นในการกู้และการที่จำเลยที่ 1 กู้ไปก็เพื่อใช้จ่ายใน ครอบครัว เมื่อจำเลยที่ 2 ทวงหนี้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงจึงตกลงยอมโอนที่สวนรายพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 การโอนได้ทำโดยสุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเป็นภริยาจำเลยที่ 1 ๆ ย่อมมีสิทธิจัดการสินบริคณห์ ศาลชั้นต้นตัดสินว่า สวนรายพิพาทเป็นสินเดิมของโจทก์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมในสัญญาซื้อขายที่ที่พิพาท ให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายให้ และแก้ทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดว่า ป.พ.พ.ม.1468 ให้อำนาจสามีเป็นผู้จัดการสินบริคณห์ สามีจึงมีอำนาจจำหน่ายได้ ข้อบัญญัติในมาตรา 1473 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นบทบัญญัติภายในระหว่างสามีภริยา ซึ่งถ้าไม่ได้รับความยินยอมแล้วก็มีผลเพียงการหักใช้สินเดิมในกรณีอย่าตามมาตรา 1515 เท่านั้น จะนำไปลบล้างสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ซื้อทรัพย์นั้นโดยสุจริตไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนได้ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ที่โจทก์อ้างว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 อย่าขาดกันแล้วเพราะจำเลยที่ 1 ได้ทิ้งตนไปมีภริยาใหม่กับหญิงอื่นหาทำให้ขาดจากการเป็นภริยาสามีกันไม่ เมื่อฟังว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังเป็นภริยาสามีกันอยู่ โจทก์จะมีสิทธิฟ้องคดีนี้หรือไม่นั้น ป.พ.พ.บรรพ 5 หมวด 4 กันว่าด้วยทรัพย์สินระ+บัญญัติไว้เป็นตอน ๆ คือการจัดการสินบริคณห์ตอนหนึ่ง การจำหน่ายสินบริคณห์อีกตอนหนึ่งมาตรา 1469 อันอยู่ในตอนว่าด้วยการจัดการสินบริคณห์นั้น หาคลุมถึงการที่ภริยาจะฟ้องคดีในเรื่องจำหน่ายสินบริคณห์ตามมาตรา 1473 ไม่ เพราะภริยามีสิทธิเช่นนั้นอยู่แล้วในฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์ การที่กฎหมายบัญญัติห้ามสามีจำหน่ายสินเดิมของภริยานอกจากจะได้รับอนุญาตนั้นจะนำมาตรา 1469 มาบังคับไม่ได้ มิฉะนั้นมาตรา 1473 ก็จะไร้ผลและไม่ให้ความคุ้มครองแก่ภริยาแต่ประการใด เพราะสามีอาจไม่อนุญาตให้ภริยาฟ้องตน ส่วนมาตรา 1515 ที่ศาลอุทธรณ์อ้างเป็นเรื่องการชดใช้ทรัพยสินกันในเวลาขาดจากสามีภริยา จะเอามาแปลตัดสินธิภริยาซึ่งกฎหมายให้อำนาจไว้ตามมาตรา 1473 หาได้ไม่ อีกประการหนึ่งมาตรา 38 ก็เป็นบทบัญญัติทั่วไป หาใช่บทฉะเพาะในเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ดังเช่นมาตรา 1469 และ 1473 ไม่ จึงควรต้องแปลอำนาจฟ้องของภริยาตามมาตรา 1473 ให้เป็นข้อยกเว้นของมาตรา 38 อนึ่งมาตรา 38 เป็นแต่ห้ามการทำการผูกพันสินบริคณห์ แต่ในเรื่องนี้ภริยาฟ้องเพื่อให้ได้สินบริคณห์กลับคืนมามาตรา 38 จึงคลุมถึงกรณีที่ภริยาฟ้องตามมาตรา 1473 ไม่ ภริยาจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากสามี แต่การที่จะชี้ขาดว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 มีสิทธิดีกว่ากันอย่างไรนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าถ้าจำเลยที่ 2 ได้ซื้อไปโดยสุจริตคือไม่รู้ว่าเป็นสินเดิมของโจทก์ ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิขายแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ย่อมมีสิทธิดีกว่าโจทก์ ถ้าจำเลยที่ 2 รู้ว่าเป็นสินเดิมของโจทก์ก็มีสิทธิขอให้ทำลายการโอนได้ เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้ใช้สิทธิโดยสุจริต ศาลชั้นต้นมิได้กะประเด็นให้สืบในข้อนี้ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาในประเด็นดังกล่าว แล้ววินิจฉัยชี้ขาดตามข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาได้วางไว้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 600/2488 นางจิบ ทองโอ โจทก์ นายทิม นายจ่าง จำเลย ป.พ.พ. ม. 5 , ม. 38 , ม. 1329 , ม. 1468 , ม. 1469 , ม. 1473 , ม. 1498 , ม. 1499 ป.วิ.พ. ม. 56 , ม. 243 , ม. 247