ฎีกาที่ 158/2484
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ผู้คำประกันจะนำพะยานบุคคลมาลืบว่าที่ตนเข้าทำสัญญา ค้ำประกัน โดยตกลงกับเจ้าหนี้ไปกระทำการอย่างใดอย่าหนึ่ง แล้วเจ้าหนี้ผิดสัญญาแต่ข้อตกลงนั้นไม่ปรากฏในสัญญา ค้ำประกัน ดังนี้ศาลจะรับฟังไม่ได้ เพราะเป็นการสืบแก้ไขเพิ่มเติมเอกสาร
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องเรียกเงินจากจำเลยที่ 1 ผู้กู้และจำเลยที่ 2-3 ผู้ ค้ำประกัน ฝ่ายจำเลยที่ 2-3 ต่อสู้และนำพะยานบุคคลมาสืบว่าจำเลยเข้า ค้ำประกัน โดยพูดคุยตกลงกับโจทก์ให้โจทก์คำร้องขอถอนคำจ้อที่ขอให้ศาลสั่งถอดถอนจำเลยที่ 1 จากเป็นผู้จัดการมฤดก โจทก์ยอมตกลง จำเลยจึงเข้า ค้ำประกัน เมื่อทำสัญญา ค้ำประกัน แล้วโจทก์ไม่ถอนคำขอที่ขอให้ศาลสั่งถอดถอนจำเลยที่ 1 จากเป็นผู้จัดการมฤดก ศาลชั้นต้นชี้ขาดว่าจำเลยที่ 2-3 เข้าทำสัญญา ค้ำประกัน เพราะถูกโจทก์หลอกลวง จำเลยได้บอกล้วงสัญญานี้แล้ว จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินและยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2-3 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยนำสืบนั้นเป็นเงื่อนไขแห่งสัญญา เมื่อไม่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาจำเลยจะนำสืบไม่ได้ จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2-3 เป้นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2-3 เป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยนำสืบได้ ไม่เป็นการสืบแก้ไขเพิ่มเติมเอกสาร เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจึงมาฟ้องจำเลยที่ 2-3 ไม่ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2-3นั้นเป็นการสืบเพิ่มเติมข้อความในสัญญา ค้ำประกัน เป็นการต้องห้ามตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข) จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2-3 รับผิดตามสัญญา ค้ำประกัน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 158/2484 นายยุกต์ ณถลาง นางเอิบ สนิทวงศ์ โจทก์ หลวงอิสเรศรักษาที่ 1 นายบูชุด โสดาบรรลุที่ 2 ขุนเสนานุวงศ์ฯที่3 จำเลย ป.พ.พ. ม. 686 , ม. 369 ป.วิ.พ. ม. 93 , ม. 94