ฎีกาที่ 935/2482
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การนำสืบถึงมูลกรณีเดิมที่เป็นหนี้กัน ไม่ถือว่าเป็นการสืบต่างกับฟ้อง จำเลยกู้เงินบิดาโจทก์ไปบิดาโจทก์ตายโจทก์ได้รับมฤดก โจทก์จำเลยทำสัญญากันอีกฉะบับ 1 เป็นว่าจำเลยกู้เงินจากโจทก์โดยสัญญานี้มีพะยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือจำเลยถูกต้องตามกฎหมาย โจทกืฟ้องจำเลยโดยอาศัยสัญญา-ฉะบับที่ทำกู้จากบิดา ศาลพิพากษายกฟ้องไปแล้ว โจทก์ฟ้องใหม่โดยอาศัยสัญญาที่ทำกับตนเองนั้นได้ เพราะไม่ใช่ประเด็นเดียวกัน เมื่อคำพิพากษาก่อนกล่าวว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์จะฟ้องใหม่โดยอาศัยเอกสารฉะบับใดโจทก์ฟ้องโดยอาศัยเอกสารฉะบับนั้นอีกได้ ด้วยไม่ใช่คดีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
ย่อยาว
เดิมจำเลยที่ 1 กู้เงินบิดาโจทก์ไปเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2471 เป็นเงิน 1120 บาทต่อมาภายหลังเอาไปอีก 80 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้ ค้ำประกัน อีกฉะบับหนึ่งต่างหาก ในสัญญากู้ฉะบับนั้นไม่มีพะยานในหนังสือรับรองลายพิมพ์นิ้วมือผู้กู้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาบิดาโจทก์ตายโจทก์ได้รับมฤดก โจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำหนังสือสัญญากันมีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์ 1200 บาท แต่วันที่ 19 มกราคม 2471 ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ ค้ำประกัน ได้ผัดเรื่อย ๆ มา บัดนี้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ขอผัดอีกครั้งหนึ่ง คือจะยอมโอนโฉนดที่ดินเลขที่ 967 ให้โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระต้นเงินดอกเบี้ยหรือไม่โอนที่ดิน จำเลยทั้ง 2 ขอรับผิดร่วมกันในการชำระหนี้สินรายนี้ ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยโดยอาศัยสัญญากู้ สัญญา ค้ำประกัน ที่จำเลยทำกับบิดาโจทก์ศาลพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิ์ที่โจทก์จะฟ้องใหม่โดยอาศัยสัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันเองครั้งหลังนี้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องใหม่โดยอาศัยสัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันเองนั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้ง 2 รับผิดใช้เงินให้โจทก์ 1200 บาทพร้อมกับดอกเบี้ย จำเลยคัดค้านว่า หนังสือที่โจทก์อาศัยมาฟ้องใหม่นี้มีข้อความว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ไปต่างกับทางพิจารณาที่สืบว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินจากบิดาโจทก์ไป จึงเป็นใบรับรองหนี้คนละราย ต้องถือว่าทางพิจารณาได้ความต่างกับฟ้อง และได้มีคำพิพากษาเด็ดขาดมาแล้วโจทก์นำคดีมาฟ้องอีกไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่าหนังสือที่โจทก์อาศัยมาฟ้องนี้ กล่าวถึงมูลหนี้เดิมว่าจำเลยที่ 1 เป็นลุกหนี้โจทก์อยู่ 1200 บาทและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ ค้ำประกัน นั้น ก็คือจำนวนเงินที่จำเลยกู้จากบิดาโจทก์ ซึ่งโจทก์เป็นผู้รับมฤดกเจ้าหนี้เดิมนั้นเอง หนังสือที่นำมาฟ้องซึ่งกล่าวท้าวถึงมูลหนี้เดิมกับที่โจทก์นำสืบจึงเป็นมูลหนี้รายเดียวกัน ไม่ใช่คนละราย ข้อเท็จจริงจึงไม่ต่างกับฟ้อง และเห็นว่าคดีเดิมโจทก์ฟ้องจำเลยให้ใช้หนี้ตามสัญญากู้และ ค้ำประกัน ที่ทำให้กับบิดาโจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามหนังสือที่จำเลยทำกับโจทก์เอง มีประเด็นวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุไม่เหมือนกัน ทั้งคำพิพากษาคดีเดิมก็ยินยอมให้โจทก์ฟ้องตามเอกสารที่จำเลยทำกับโจทก์เองนี้ได้ ฉะนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง+ไม่ใช่คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 935/2482 นางลมุล แก้วเจริญ โจทก์ นางดะเละ มัทละ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 87 , ม. 142 , ม. 144 , ม. 148