ฎีกาที่ 591-592/2482
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การ จำนอง ที่ทำขึ้นก่อนใช้ประมวลแพ่งฯ ต้องนำประกาศเรื่องจำนำและขายฝากที่ดิน ร.ศ.118 มาใช้บังคับ กรณีเช่นนี้ ผู้รับ จำนอง หาจำต้องมีหนังสือบอกกล่าวบังคับ จำนอง ตาม ม.728 แห่งประมวลแพ่ง ฯไม่ การที่ผู้รับ จำนอง ฟ้องเรียกหนี้ราย จำนอง พ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เรียกได้ว่าเป็นการฟ้องบังคับ จำนอง อ้างฎีกาที่ 201/2479, 1282/2462 ตามประกาศปี ร.ศ.118 แม้ถึงว่าผู้ จำนอง จะขาดส่งดอกเบี้ยเกิน 3 ปีแล้วก็ตามผู้รับ จำนอง จะฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยโดยไม่ฟ้องขอให้ที่ดินหลุดเป็นสิทธิก็ได้ และการฟ้องเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นการฟ้องบังคับ จำนอง คดีไม่มีอายุความ อ้างฎีกาที่ 753/2457 จำนอง ที่ดินกันก่อนใช้ประมวลแพ่งฯ และค้างดอกเบี้ยคาบเกี่ยวระหว่างกฎหมายเก่าและใหม่ อายุความเรียกดอกเบี้ยในระหว่างกฎหมายเก่าก็ต้องใช้กฎหมายเก่าบังคับ คือเรียกดอกเบี้ยได้ถึงต้นชนดอก ส่วนแต่วันใช้กฎหมายแพ่งฯ ก็ต้องใช้ประมวลแพ่งฯ บังคับแต่เมื่อรวมดอกเบี้ยเข้าด้วยกันแล้วต้องไม่เกินต้นชนดอก อ้างฎีกาที่ 948/2474 ลูกหนี้ จำนอง ขาดส่งดอกเบี้ยมากกว่า 10 ปีแล้ว ผู้รับ จำนอง มีสิทธิบังคับเอาดอกเบี้ยตอนใช้ประมวลแพ่งฯ แล้วเพียง 5 ปี ไม่มีสิทธิจะได้ดอกเบี้ยจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จด้วย เมื่อหนี้ขาดอายุความแล้วเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้ ถ้าหากลูกหนี้ได้รับสภาพความรับผิดโดดยสัญญาหรือให้ประกันแก่หนี้นั้น ตามประมวลแพ่งฯ ม.188 ม.172 แห่งประมวลแพ่งฯ เป็นเรื่องหนี้ยังไม่ขาดอายุความ ส่วน ม.188 เป็นเรื่องขาดอายุความแล้ว ประมวลวิธีพิจารณาแพ่ง ม.86,93(3),100,122,142,183,185 พะยานเอกสารที่นำยื่นต่อศาล เมื่ออีกฝ่าย 1 ปฏิเสธ หากไม่มีพะยานบุคคลสืบประกอบศาลไม่รับฟัง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปกว่า 10 ปีแล้ว แต่จำเลยทำเอกสารรับสารภาพหนี้ให้ไว้รวม 3 ฉะบับ ซึ่งจำเลยปฏิเสธ ไม่รับรองเอกสาร 3 ฉะบับ นั้น ประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยก็แต่ฉะเพาะเอกสาร 3 ฉะบับนี้เท่านั้นโจทก์จะนำหลักฐานการรับสภาพหนี้อย่างอื่นมาพิสูจน์ต่อศาลในภายหลังมิได้เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลไม่รับฟัง, ค่าธรรมเนียม
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องจำเลย 2 สำนวน สำนวนหนึ่งฟ้องขอบังคับหนี้ตามสัญญา จำนอง ที่ดิน 3 แปลง ลงวันที่ 31 มีนาคม ร.ศ. 131 เงินต้น 27,000 บาท ดอกเบี้ยค้างมาจนถึงวันฟ้องรวมต้นเงินและดอกเบี้ย 43,131 บาท 25 สตางค์ และดอกเบี้ยในต้นเงิน 27,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ สำนวนที่ 2 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้หนี้เงินกู้ 2 ราย รายที่ 1 จำนวน 30,000 บาท กู้ไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2475 รายที่ 2 อีก 20,000 บาท เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2457 รวมทั้งดอกเบี้ยด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าในสำนวนที่ 1 นั้นให้จำเลยนำต้นเงิน 27,000 บาทกับดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องถอยหลังขึ้นไป 5 ปี กับดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องมาไถ่ถอนการ จำนอง ที่ดิน 3 แปลงนั้น ถ้าไม่สามารถจะไถ่ได้ก็ให้ขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ ส่วนสำนวนที่ 2 เรื่องเรียกหนี้สินนั้นให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในสำนวนที่ 1 สำหรับสำนวนที่ 2 แก้ศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ต้นเงินกู้ 2 ราย 50,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยให้โจทก์ จำเลยฎีกาต่อมา ศาลฎีกาตัดสินว่าสำหรับสำนวนที่ 1 การ จำนอง รายนี้ทำกันก่อนใช้ประมวลแพ่ง ฯ จึงต้องนำประกาศเรื่องจำนำและขายฝากที่ดิน ร.ศ.118 มาใช้บังคับ และเห็นว่าผู้รับ จำนอง ก่อนวันใช้ประมวลแพ่งฯ หาจำต้องมีจดหมายบอกกล่าวบังคับ จำนอง ตามความใน ม.728 นั้นไม่ ที่จำเลยค้านว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องหนี้สินธรรมดา โจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับ จำนอง ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่าตามคำพิพากษาฎีกาที่ 201/2479 และที่ 1282/2462 ได้วินิจฉัยว่าเพียงแต่ฟ้องขอให้ใช้หนี้ราย จำนอง ที่ขาดส่งดอกเบี้ยพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ก็เรียกได้ว่าเป็นการฟ้องบังคับ จำนอง แล้ว ที่จำเลยค้านว่าตามประกาศ ฯลฯ ร.ศ.118 ข้อ 4 บัญญัติให้อำนาจผู้รับ จำนอง ฉะเพาะแต่ฟ้องเรียกที่ดินหลุดเป็นสิทธิ ถ้าผู้ จำนอง ไม่ไถ่ถอน เห็นว่าประกาศปี ร.ศ.118 เมื่ออ่านรวมกันแล้วคงได้ความว่าหนี้สิน จำนอง ถ้าขาดส่งดอกเบี้ยไม่ถึง 3 ปีก็มีอำนาจเพียงฟ้องเรียกต้นเงินกับดอกเบี้ยและค่าเสียหาย ถ้าพ้น 3 ปีไปแล้วอาจบังคับขอให้ที่ดินหลุดเป็นสิทธิได้ คือว่าเมื่อขาดส่งดอกเบี้ยเกินกว่า 3 ปีไปแล้วก็ย่อมจะฟ้องขอให้ที่ดินหลุดเป็นสิทธิได้ หรือจะฟ้องเพียงเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยเช่นคดีนี้ได้ ลูกหนี้ไม่เสียเปรียบอย่างใด และการที่ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยนั้นถ้าโจทก์ชนะคดีแล้วจะยึดทรัพย์อื่นของจำเลยไม่ได้ตามข้อ 2 ของประกาศนั้น ก็เมื่อฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องเอากับทรัพย์สิน จำนอง คือบังคับ จำนอง แล้วคดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ตามนัยฎีกาที่ 753/2457 ซึ่งวินิจฉัยว่าคดีพิพาทเข้าลักษณ จำนอง ที่ดินมิได้มีอายุความเหมือนกู้หนี้ธรรมดา ส่วนเมื่อใช้ประมวลแพ่งฯ แล้วก็มี ม.189,745 บัญญัติไว้ จำเลยค้านอีกว่าแม้โจทก์จะชนะคดีก็ควรได้ดอกเบี้ย 5 ปีเท่านั้น จะบังคับให้ชำระดอกเบี้ยแต่วันฟ้องต่อไปไม่ได้ เพราะฝ่าฝืน ม.189,745 ตามกฎหมาย 2 มาตรานี้ให้สิทธิพิเศษแก่เจ้าหนี้ที่จะฟ้องบังคับเอากับทรัพย์สิน จำนอง แต่ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินกว่า 5 ปี ฉะนั้นโจทก์จะอาศัยกฎหมายอื่นใดเรียกเอาดอกเบี้ยเกิน 5 ปีได้ เมื่อกรณี จำนอง รายนี้แม้จะเกิดขึ้นก่อนใช้ประมวลแพ่งฯ ก็ขาดส่งดอกเบี้ยคาบเกี่ยวในระหว่างกฎหมายเก่ากันใหม่ อายุความเรียกดอกเบี้ยในตอนแรกจึงต้องใช้กฎหมายเก่าบังคับ คือแต่วันขาดส่งดอกเบี้ยไป-ถึงวันประกาศใช้ประมวลแพ่งฯ ใช้กฎหมายเก่าให้ดอกเบี้ยถึงต้นชนดอก ส่วนนับแต่วันใช้ประมวลแพ่งฯ ต่อมาใช้ประมวลแพ่งฯ บังคับคดีแต่รวมกันต้องไม่เกินต้นชนดอก ตามนัยฎีกาที่ 948/2474 ฉะนั้นที่ศาลล่างให้ดอกเบี้ย 5 ปีแก่โจทก์จึงชอบด้วย ม.745 แล้ว แต่ดอกเบี้ยแต่วันฟ้องถึงวันชำระเสร็จไม่มีกฎหมายใดเป็นพิเศษให้โจทก์ได้รับสิทธิเช่นนั้น มี ม.224 ที่อนุญาตให้พิสูจน์ค่าเสียหายนอกจากดอกเบี้ยได้ แต่โจทก์ก็อาศัยกฎหมายบทนี้ไม่ได้ เพราะไม่ได้ฟ้องร้องตั้งประเด็นขอค่าเสียหายเช่นนั้นมาและทั้งมิได้มีการพิสูจน์ค่าเสียหายตามมาตรานั้นเลย อนึ่งตามประกาศปี ร.ศ.118 บัญญัติให้เจ้าหนี้เรียกค่าเสียหายได้ต่างหากจากต้นเงินและดอกเบี้ย แต่เมื่อโจทก์มิได้ร้องขอค่าเสียหายอย่างไรและมิได้นำสืบให้ประจักษ์จึงไม่มีประเด็นดังนั้น ข้อค้านอื่น ๆ ในเรื่อง จำนอง ไม่ต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะได้วินิจฉัยมาแล้วว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องบังคับ จำนอง ไม่ขาดอายุความและหาจำต้องบอกกล่าวตามประมวลแพ่งฯ ไม่ ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระก่อนประมวลแพ่งฯ เล่า ในชั้นฎีกามิได้มีประเด็นขึ้นมาจึงไม่ต้องวินิจฉัย ในสำนวนที่ 2 เรื่องกู้ยืมเงิน 2 รายนั้นโจทก์ฟ้องว่าค้างส่งดอกเบี้ยมาแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2468 และจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ 3 ฉะบับ เมื่อจำเลยให้การปฎิเสธไม่รับรองเอกสารทั้ง 3 ฉะบับนี้แล้ว โจทก์ก็มีหน้าที่นำสืบว่าจำเลยทำหนังสือเช่นนั้นจริง โจทก์ได้ขอหมายเรียกต้นฉะบับเอกสารนั้นมาประกอบคดี แต่ถึงคราวพิจารณาโจทก์หาได้นำพะยานบุคคลมาสืบประกอบเอกสารนั้นไม่และเมื่อจำเลยเข้าเบิกความ โจทก์ก็หาได้ซักถามให้จำเลยรับรองข้อความในเอกสารนั้นไม่ ฉะนั้นเมื่อโจทก์ไม่จัดการกับเอกสารให้ถูกต้องกับวิธีพิจารณาความแล้ว ศาลก็รับฟังเอกสารนี้เป็นพะยานหลักฐานมิได้ โจทก์อ้างเอกสารอีก 2 ฉะบับว่าจำเลยได้ทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ แต่เอกสารนี้ได้ทำขึ้นกว่า 10 ปี จากวันที่จำเลยขาดส่งดอกเบี้ย ซึ่งโจทก์จักต้องอาศัย ม.188 เพราะเป็นเวลาที่พ้นกำหนดอายุความแล้วจะอาศัย ม.172 ไม่ได้ เพราะมาตรานี้ต้องทำในระหว่างอายุความยังเดินอยู่ เอกสารทั้ง 2 ฉะบับนี้หาเข้าลักษณะหนึ่งลัษณะใดตาม ม.188 ไม่ เมื่อข้อความในหนึงสือนั้นปรากฎว่าไม่เป็นการรับสภาพความรับผิดตาม ม.188 แล้ว ก็ไม่ต้องวินิจฉัยว่าจะรับฟังเป็นพะยานหลักฐานได้หรือไม่ต่อไป คดีนี้เป็นหนี้สินเกินกำหนดอายุความแต่โจทก์อ้างว่าจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ 3 ฉะบับ ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยคือหนังสือ 3 ฉะบับ ที่ยื่นต่อศาลเท่านั้น โจทก์จะอาศัยบัญชีรายละเอียดการรับดอกเบี้ยที่ยื่นในภายหลังมาเป็นหลักฐานมิได้เป็นเรื่องนอกฟ้องและคำให้การ ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142,185,86 และ 183 จึงพิพากษาแก้ศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องสำนวนที่ 2 เรื่องกู้เงินให้โจทก์ชนะคดีเฉพาะสำนวนที่ 1 แต่ข้อที่ให้ดอกเบี้ยการ จำนอง แต่วันฟ้องให้งดเสีย ค่าธรรมเนียมให้โจทก์ออก 2 ใน 3 จำเลยออก 1 ใน 3 เพราะจำเลยชนะในสำนวนทุนทรัพย์มาก ถ้าเอาที่ดินขายทอดตลาดได้เงินเท่าใดใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์แล้วเหลือเท่าใดคืนจำเลย ถ้าไม่พอเป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 591 - 592/2482 กระทรวงการคลัง โจทก์ พระยาเทเวศร์วงษ์วิวัฒน์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 142 , ม. 163 , ม. 164 , ม. 172 , ม. 188 , ม. 189 , ม. 224 , ม. 728 , ม. 745 ประกาศเรื่องจำนำและขายฝาก ร.ศ.118 ม. 2 , ม. 3 , ม. 4