ฎีกาที่ 814/2482
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยที่ 1 ลักตัดสร้อยเจ้าทรัพย์รู้สึกตัวหันมาแย่ง จำเลยที่ 2 เข้ามาเอาสร้อยไปจากจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้สมคบกันมาลักทรัพย์นั้น จำเลยที่ 2 ไม่เป็นผิดฐานลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลย 2 คนสมคบกันลักทรัพย์ลงโทษตามมาตรา 293 (11) จำคุกคนละ 1 ปีเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่ง 1 เป็น 1 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์แก้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำผิดด้วย ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ม.288 โทษคงเดิม ปล่อยจำเลยที่ 2 โจทก์ฎีกาข้อเท็จจริงให้ลงโทษจำเลยทั้ง 2 ตามศาลเดิม ศาลฎีการับพิจารณาข้อเท็จจริง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยสมคบกันลักทรัพย์ขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 1 ตัดสร้อยที่สรวมที่คอบุตร์เจ้าทรัพย์ ๆ ได้ยินเสียงจึงเหลียวไปดูเห็นจำเลยกำลังหันหลังเดินไป และเห็นกรรไกรกับสร้อยอยู่ที่มือจำเลย จึงเข้าจับมือจำเลยทันที จำเลยเอามือไขว้หลัง แล้วจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาจำเลยที่ 1 เข้ามาแกะมือจำเลยที่ 1 ซึ่งกำสายสร้อยอยู่ จำเลยที่ 1 เหลียวไปดูเห็นเป็นมารดาจึงปล่อยสร้องให้ไป ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามมาตรา 293 ข้อ 11 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 73 เป็นโทษ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้ง 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้สมคบกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ลักทรัพย์มาสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ฉะนั้นจำเลยที่ 2 จะผิดก็ผิดฐาน รับของโจร ซึ่งโจทก์ไม่ได้ฟ้อง จึงพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม มาตรา 288 กำหนดโทษคงเดิม ให้ปล่อยจำเลยที่ 2 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 2 ตามศาลชั้นต้น ศาลฎีการับพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2482 อัยยการประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ นายทุย โมคประการ นายนวม แซ่เล้า จำเลย