ฎีกาที่ 952/2481
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ผู้ใดดมีชื่ออยู่ในโฉนด ที่ดิน เบื้องต้นต้องสันนิษฐานไว้ว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิตามที่ปรากฎในโฉนดนั้นโฉนด ที่ดิน ซึ่งมีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิเปลี่ยนมาใหม่ ๆ เพียง 4 - 5 ปีเท่านั้นยังฟังว่าผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิขาดการครอบครองมิได้ ประมวลวิธีพิจารณาแพ่ง ม.57 (3) ก.172,177 โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกโฉนด ที่ดิน ของโจทก์ซึ่งจำเลยเก็บรักษาไว้ จำเลยให้การว่าที่เป็นของวัดซึ่งจำเลยเป็นมัคคนายกและเวยยาวัจกร แต่ไม่ได้ต่อสู้ว่าฟ้องจำเลยเป็นส่วนตัวมิได้ ดังนี้ศาลจะตัดสินยกฟ้องเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้ฟ้องวัดด้วยนั้นมิได้ และกรณีเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเรียกวัดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยคืนโฉนด ที่ดิน 2 โฉนดซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิให้โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นมัคคนายก จำเลยที่ 2 เป็นเวยยาวัจกรวัดหน้าพระธาตุ ที่ดิน ทั้งสองโฉนดนี้บิดามารดาโจทก์ยกให้เป็นสิทธิแก่วัดแล้ว จำเลยที่ 2 ได้เข้าครอบครองแทนวัดมากว่า 10 ปีแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ตามศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าโจทก์หาได้ฟ้องวัดซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่ กลับมาฟ้องเรียกจากจำเลยเป็นส่วนตัวดังนี้ จำเลยหามีหน้าที่จะต้องส่งคืนให้โจทก์ไม่ ศาลฎีกาตัดสินว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกโฉนดจากจำเลยเพราะจำเลยรักษาไว้ ที่จำเลยให้การว่าที่เป็นของวัดก็เป็นการนำเอากรรมสิทธิของคนที่ 3 ขึ้นมาสู่ในประเด็นด้วย แต่มิได้ต่อสู้ว่าโจทก์ควรจะฟ้องวัดฟ้องจำเลยเป็นส่วนตัวมิได้ รูปคดีเช่นนี้ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ข้อ 3 (ข) ศาลอาจสั่งให้เรียกวัดมาเป็นคู่ความด้วยก็ได้ แต่ที่จะยกฟ้องเสียทีเดียวดังศาลอุทธรณ์ตัดสินมานั้นไม่ชอบ ส่วนประเด็นในคดีนี้มีเพียงว่าโจทก์ผู้มีชื่อในโฉนดจะเรียกโฉนดจากผู้ยึดถือไว้ได้หรือไม่ จำเลยต่อสู้ว่าเป็นมัคคนายกและเวยยาวัจกรทำการแทนวัด ประเด็นจึงมีว่าจำเลยจะยึดโฉนดรายนี้ไว้ในนามของวัดได้เพียงไรกรรมสิทธิและการครอบครองเข้ามาสู่ในประเด็นด้วยก็เพราะจำเลยอ้างขึ้นป้องกันตามสิทธิที่ตนมีอยู่ จึงไม่จำต้องเรียกวัดมาเป็นจำเลย และโจทก์ฟ้องเรียกแต่โฉนดคืนเท่านั้นถ้าโจทก์ขาดครอบครองแล้วก็เรียกคืนมิได้แต่โดยที่โจทก์มีชื่ออยู่ในโฉนดทั้ง 2 เบื้องต้นต้องสันนิษฐานว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิจำเลยต้องนำสืบสิทธิการยึดถือตามข้อต่อสู้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อปี พ.ศ.2469 เจ้าพนักงานได้สลักหลังโฉนดโอนชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ และที่แบ่งแยกโฉนดทั้ง 2 ในปี พ.ศ.2476 ก็ยังคงใส่ชื่อโจทก์อยู่ จะฟังว่าโจทก์ขาดการครอบครองไม่ได้ การที่จะฟังการครอบครองแต่เพียงว่าวัดได้จัดให้คนอยู่คนเช่าแต่อย่างเดียวโดยไม่คำนึงว่าโจทก์ยังคงสงวนชื่อเอาไว้ในโฉนดด้วย แต่ฝ่ายจำเลยมิได้โอนโฉนดเป็นของวัดเลยโดยมีโอกาศถึง 20 ปีแล้วดังนี้ไม่ชอบ จึงพิพากษากลับศาลล่างทั้ง 2 ให้โจทก์ชนะคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2481 นายเทียมสุย สุดประเสริฐ โจทก์ ชุนญาณวัฒนศิษฐ์ที่ 1 นายชา ที่ 2 จำเลย ป.พ.พ. ม. 1336 , ม. 1373 , ม. 1382