ฎีกาที่ 233/2481
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษฐาน ชิงทรัพย์ และขอให้กักกัน ศาลมีคำสั่งให้ยกฟ้องโทษฐานกักกันเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยฐาน ชิงทรัพย์ นั้นดังนี้ ถือว่าคำสั่งของศาลเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาจะอุทธรณ์ฉะเพาะคำสั่งของศาลที่ให้แยกฟ้องมิได้ต้องห้ามตามประมวลวิธีพิจารณาอาญา ม.196
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องจำเลยหาว่า ชิงทรัพย์ ครั้นสืบพะยานโจทก์เสร็จแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยเคยต้องโทษมาแล้ว 2 ครั้งขอให้เพิ่มโทษและลงโทษกักกัน จำเลยแถลงว่าไม่เคยต้องโทษครั้งที่ 2 โจทก์จึงขอสืบพะยานในข้อนี้ ศาลชั้นต้นสั่งว่าเรื่องนี้ประเด็นข้อหาฐาน ชิงทรัพย์ และขอเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญาจำเลยก็รับแล้ว ยังเหลือแต่เรื่องโทษกักกันซึ่งเป็นหน้าที่โจทก์ต้องนำสืบ ซึ่งจะทำให้สำนวนชักช้า ศาลจึงอาศัย ม.160 แห่งประมวลวิธีพิจารณาอาญาให้โจทก์แยกฟ้องข้อหาฐานกักกันเป็นอีกสำนวนหนึ่งต่างหาก ครั้นศาลพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ให้แยกฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งว่าคำสั่งที่ให้แยกฟ้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อเสร็จสำนวนและศาลพิพากษาเรื่อง ชิงทรัพย์ แล้วโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์ ฉะนั้นจะอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาอย่างเดียวมิได้ ต้องห้ามตาม ม.196 แห่งประมวลวิธีพิจารณาอาญา จึงไม่รับอุทธรณ์ ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามทุกประการ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 233/2481 อัยยการพังงา โจทก์ นายปาน รัตนไชย จำเลย ป.อ. ม. 299 , ม. 72 พ.ร.บ.กักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ.2479 ม. 8 , ม. 9 ป.วิ.อ. ม. 160 , ม. 196 , ม. 216