ฎีกาที่ 136/2481
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ในคดีที่เจ้ามฤดกมรณะก่อนวันใช้ประมวลแพ่งฯ พรรพ 2 จะนำบทบัญญัติในประมวลบรรพนั้นมาใช้บังคับมิได้ ตรัสติที่ตั้งขึ้นก่อนวันใช้ประมวลแพ่งฯ บรรพ 6 ย่อมมีผลสมบูรณ์ใช้ได้ โดยกฎหมายสยามรับเอาหลักกฎหมายอังกฤษเรื่องวิธีการตั้งตรัสต์มาใช้เท่าที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและถือว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งกฎหมายสยาม การตั้งตรัสต์โดยไม่มีกำหนดเวลานั้นไม่เป็นโมฆะเสียเปล่าไป แต่กำหนดระยะเวลามีผลแห่งตรัสต์จะสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นชีวิตผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมคนท้ายที่สุดที่มีชีวิตอยู่ในขณะผู้ทำพินัยกรรมตายและอีก 20 ปี ต่อแต่นั้นไป โมฆะกรรมนั้นจะให้สัตยาบันมิได้, นิติกรรมที่มีกำหนดเวลาเกินกำหนดในกฎหมายนั้นไม่เป็นโมฆะเสียทีเดียว แต่ถือว่านิติกรรมฉะบับนั้นมีผลเพียงเท่าที่ระยะเวลาในกฎหมายกำหนดไว้
ย่อยาว
ทางพิจารณาได้ความตามข้อเท็จจริงที่รับกันว่า ส.ได้ทำพินัยกรรม์ขึ้นฉะบับหนึ่งถูกต้องตามแบบของกฎหมาย เมื่อปี พ.ศ. 2469 ตั้งให้จำเลยทั้ง 3 คนเป็นตรัสต์จัดการตามพินัยกรรมฉะบับนั้น ตามข้อ 2 แห่งพินัยกรรม์ไม่มีข้อความยกทรัพย์ให้แก่ผู้ใดเป็นแต่ให้ตรัสติจัดการเก็บผลประโยชน์ในทรัพย์มฤดกให้แก่ผู้ที่มีชื่อในพินัยกรรม์ พินัยกรรมข้อ 3 ไม่ได้ลงจำนวนเงินที่ให้บำรุงสถานการกุศลและสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายที่บ้าน 2 แห่ง อนึ่งตัสติที่ตั้งขึ้นตามพินัยกรรม์นี้ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ในปีเดียวกันนั้นเอง ส.ถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งเป็นตรัสดิจึงขอให้ศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมฤดกของ ส.และศาลได้ตั้งแล้วโจทก์เป็นภรรยาคนหนึ่งของ ส. และมีส่วนจะได้รับผลประโยชน์ตามความในพินัยกรรม์ข้อ 2 ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้ศาลสั่งว่าพินัยกรรมของ ส.เป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาตัดสินว่า ตามข้อความที่รับกันนั้น ได้ความโดยปริยายว่าวิธีการที่ผู้ทำพินัยกรรมจัดการแบ่งทรัพย์และให้อำนาจหน้าที่แก่จำเลยไว้นี้มีลักษณะเป็นตรัสต์ จำเลยยกข้อหนึ่งว่าโจทก์หมดสิทธิ์ที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรม์เพราะโจทก์ทราบเหตุข้อนี้เกิน 3 เตือนแล้วตามประมวลแพ่งฯ ม.1700 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ส.นี้ถึงแก่กรรมก่อนวันใช้ประมวลแพ่งฯ บรรพ 6 จึงนำ ม.1710 มาบังคับมิได้ และถึงหากจะมีคำแย้งว่า ม.1710 นี้มาจากหลักเก่าที่ว่าการฟ้องร้องขอให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรม์มี อายุความ 3 เดือนก็ดี แต่เรื่องนี้โจทก์ฟ้องโดยอ้างว่านิติกรรมเป็นโมฆะตาม ม.133 ซึ่งการใช้สิทธิตามมาตรานี้ไม่อยู่ใน อายุความ 3 เดือน ข้อตัดฟ้องนี้จึงตกไปข้อตัดฟ้องของจำเลยมีอีกข้อหนึ่งว่าคดีนี้เสมอกับการฟ้องคดีมฤดกต้องฟ้องภายใน 1 ปี ตาม ม.1754 ซึ่งมีที่มาตามหลักเก่าเช่นเดียวกัน ก็เห็นว่าฟังไม่ได้ดุจกันดังเหตุผลข้างต้น จำเลยต่อสู้อีกข้อหนึ่งว่าโจทก์ได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ตามพินัยกรรม์แล้ว นัยว่าเป็นการรับรองตรัสต์นั้น เห็นว่าเรื่องนี้โจทก์ฟ้องขอให้ทำลายนิติกรรม์อันเป็นโมฆะที่จำเลยถือว่าโจทก์รับรองเป็นการให้สัตยาบันแล้วไม่ถูกต้องเพราะโมฆะกรรมยอมให้สัตยาบันกันมิได้ตาม ม.134 สำหรับข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า พินัยกรรม์รายนี้ขัดต่อประมวลแพ่งฯ ม.1599, 1603 นั้นเห็นว่า ส.ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2469 ศาลจึงจำนำมาตราทั้งสองในประมวลแพ่งฯ บรรพ 6 มาบังคับมิได้ และทำนองเดียวกัน ม.1686 ซึ่งห้ามมิให้ตั้งตรัสต์ก็หามีผลกระทบถึงคดีนี้ไม่ ก่อนประกาศใช้บรรพ 6 นั้นไม่มีกฎหมายไทยบัญญัติถึงเรื่องตรัสต์โดยตรง มีอยู่บ้างเช่นตาม พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดินฉะบับที่ 2 พ.ศ. 2459 ม.8 เป็นต้น ซึ่งแสดงว่ากฎหมายสยามได้รับเอาหลักกฎหมายอังกฤษเรื่องตรัสต์มาใช้ ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์กล่าวว่าเรื่องตรัสต์เป็นกฎหมายต่างประเทศ คู่ความมีหน้าที่พิสูจน์จึงไม่ถูกต้อง แต่เห็นว่าหลักสำคัญเรื่องตรัสต์เท่าที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนในสยามย่อมเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายสยาม ซึ่งคู่ความมิต้องพิสูจน์ ฉะนั้น ผู้ทำพินัยกรรม์รายนี้มีสิทธิจะจัดให้กองมฤดกของตนตามรูปตรัสต์ได้ ปัญหาจึงมีต่อไปว่า การตั้งตรัสต์ไม่มีกำหนดเวลาเช่นนี้เป็นโมฆะหรือไม่หรือจะเป็นอันใช้ได้แต่ฉะเพาะกำหนดเวลาที่กฎหมายอนุญาต ตามกฎหมายไทยแต่ก่อนใช้ประมวลแพ่งฯ ก็ดี ณ บัดนี้ก็ดีไม่ถือว่านิติกรรมที่มีกำหนดระยะเวลาเกินกำหนดในกฎหมายเป็นโมฆะ แต่ถือว่านิติกรรมฉะบับนั้นมีผลเท่าที่ระยะเวลาอันกฎหมายกำหนดไว้ ดังเช่นใน ม.540 แห่งประมวลแพ่งฯ ปัญหาต่อไปจึงมีว่าระยะเวลาที่ตรัสต์จะมีผลนั้นกฎหมายกำหนดไว้เพียงไร จึงต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายอังกฤษ ซึ่งกำหนดไว้ว่าตรัสต์จะสิ้นสุดเมื่อสิ้นชีวิตผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรม์คนท้ายที่สุดที่มีชีวิตอยู่ในขณะผู้ทำพินัยกรรม์ตาย และต่อนั้นไปอีก 21 ปี อันกำหนดลา 21 ปีนี้เป็นกำหนดเวลาเท่ากับอายุของบุคคลที่จะพึงบรรลุนิติภาวะตามกฎหมายอังกฤษ จึงต้องถือเพียง 20 ปี เท่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายไทย ซึ่งเป็นบทอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในที่สุดเห็นว่าพินัยกรรม์ในคดีนี้ไม่เป็นโมฆะดังโจทก์อ้าง จึงพิพากษายืนตาม ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 136/2481 นาบยี่สุ่น สนิทวงศ์อยุธยา โจทก์ พระยาชลมารคพิจารณ์ที่ 1 จำเลย พระยาสุวพันธ์พิทยาการที่ 2 พระยามโหสถศรีพิพัฒน์ที่ 3 ป.พ.พ. ม. 8 ป.วิ.พ. ม. 84