ฎีกาที่ 1188/2480
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ลูกหนี้ทำหนังสือขึ้นฉะบับหนึ่งมีใจความว่าขอยกทรัพย์สินทั้งสิ้นที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นในภายน่าให้เจ้าหนี้ โดยขอให้เจ้าหนี้ยกหนี้ให้แก่ตนดังนี้ หังสือฉะบับนี้ไม่ใช่พินัยกรรมเป็นหนังสือยกทรัพย์ให้เพื่อปลดหนี้ ประมววิธีพิจารณาความแพ่ง ม. 179 การเรียกชื่อเอกสารที่ส่งศาลผิดไป เช่นเรียกว่าหนังสือพินัยกรรมเป็นว่าหนังสือยกทรัพย์ให้หรือเรียกหนังสือยกทรัพย์ให้เป็นพินัยกรรมนั้น ขอแก้คำเรียกเช่นนั้นได้เสมอ
ย่อยาว
เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยเรียกเงินซึ่งสามีจำเลยกู้ไปจากโจทก์ ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแล้ว โจทก์จึงนำขึด ที่ดิน บ้านเรือนตำบลปทุมวัน ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ทาพิจารณาได้ความว่าเดิมสามีจำเลยกู้เงินไปจากพระคลังข้างที่ 40,000 บาท ในปีเดียวกันนั้นเองสามีจำเลยได้ทำหนังสือลงวันที่ 5 ธันวาคม 2458 มีความว่ายก ที่ดิน 3 โฉนดที่นา 2 โฉนดกับทรัพย์สิ่งของที่มีอยู่หรือที่จะหาได้ต่อไปถวายรัชกาลที่ 6 และขอยกเลิกเงินกู้ 40000 บาท รัชกาล ที่ 6 มีพระบรมราชโองการให้เป็นไปตามความประสงค์ของสามีจำเลยแล้ว ในปี พ.ศ. 2461 สามีจำเลยได้รับพระราชทานที่รายพิพาท แต่ยังมิได้ทำการโอนโฉนดและได้ทรงพระกรุณา ฯ ให้พระคลังข้างที่จัดการปลูกสร้างบ้านเรือนให้สามีจำเลยแทนเงิน 80000 บาท ที่ขอพระราชทาน รัชกาลที่ 6 สวรรคตในปี พ.ศ. 2468 และในปี พ.ศ. 2469 สามีจำเลยได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้จำเลย ครั้น ปี พ.ศ. 2470 สามีจำเลยขอโอนโฉนดที่รายพิพาทต่อหอทะเบียน ที่ดิน ๆ สอบถามพระคลังข้างที่ รัชกาลที่ 7 มีลายพระราชหัตถ์ว่าสามีจำเลยได้ทำหนังสือมอบทรัพย์ให้รัชกาลที่ 6 ทั้งสิ้นแล้ว ที่ดิน รายนี้เป็นทรัพย์หาได้ใหม่ซึ่งนับว่ามอบให้พระคลังข้างที่แล้ว จึงไม่อนุญาตเป็นเพียงให้อาศัยอยู่ตลอดชีวิต ใน พ.ศ. 2471 สามีจำเลยทำฎีกาขอพระราชทานเงิน 80000 บาท ค่าปลูกสร้างบ้านเรือนในที่รายพิพาทแต่รัชกาลที่ 7 มีพระบรมราชวินิจฉัยว่าที่ขอนั้นผิดจากความตกลงที่ทำไว้กับรัชกาลที่ 6 ให้ยกฎีกาเสีย สามีจำเลยถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2477 ต่อมาที่ปรึกษากฎหมายของพระคลังข้างที่มีจดหมายแจ้งให้จำเลยส่งมองทรัพย์รายนี้อ้างว่าสามีจำเลยได้ถวายที่รายนี้ให้รัชกาลที่ 6 แล้วจำเลยตอบว่ารอให้เผาสามีจำเลยเสียก่อน แต่แล้วในปี พ.ศ. 2478 เจ้าพนักงานของพระคลังข้างที่ 3 นายได้ไปตรวจรับมอบทรัพย์รายพิพาทจากจำเลย ต่อมจากนั้นโจทก์จึงนำยึด ที่ดิน บ้านเรือนรายนี้ผู้ร้องจึงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการยึด ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างรายพิพาทแต่ให้ผู้ร้องใช้ค่าแห่ง ที่ดิน ที่เพิ่มขึ้นเพราะสามีจำเลยปลูกสร้างให้จำเลยซึ่งโจทก์ก็มีสิทธิเอาชำระหนี้ได้ ศาลอุทธรณ์แก้ให้ยกคำบังคับที่ให้ผู้ร้องใช้ค่าแห่ง ที่ดิน ที่เพิ่มขึ้นนั้นเสีย นอกนั้นพิพากษายืน โจทก์จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตัดสินว่า การที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องกล่าวว่าเอกสารลงวันที่ 5 ธันวาคม 2458 เป็นหนังสือพินัยกรรม์และต่อมาได้แถลงว่า ความจริงไม่ใช่พินัยกรรมอันถูกต้องด้วยกฎหมาย ผู้ร้องถือว่าเป็นหนังสือมอบทรัพย์ โจทก์ ค้านว่าการขอแก้ของผู้ร้องเป็นการผิดวิธีพิจารณานั้น เห็นว่าตัวหนังสือที่ว่าเป็นพินัยกรรม์หรือเป็นหนังสือมอบทรัพย์นั้นมีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอย่างไรและเห็นต่อไปว่า เอกสารฉะบับนี้ไม่ใช่หนังสือพินัยกรรม์เป็นหนังสือมอบทรัพย์เพื่อปลดหนี้เท่านั้น อนึ่งเมื่อได้วินิจฉัยเอกสารทั้งหมดประกอบกันแล้ว เห็นว่าสามีจำเลยได้ยอมมองทรัพย์รายพิพาทถวายพระเจ้าอยู่หัวแล้ว พระบรมราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ 7 ลองฉบับนั้น เป็นพระบรมราชวินิจฉัยโดยเด็ดขาด ตัดสิทธิจำเลยที่จะเรียกค่าเพิ่ม ที่ดิน นั้นด้วย จดหมายของจำเลยเองที่มีตอบที่ปรึกษากฎหมายของพระคลังข้างที่ก็ดี ฎีกาของสามีจำเลยที่ยื่นถวายรัชกาลที่ 7 ก็ดี แสดงชัดเจนว่าจำเลยและสามีทราบแล้วว่าทรัพย์สินทั้งสิ้นของสามีตกแก่พระคลังข้างที่แล้วส่วนฎีกาของโจทก์ที่ศาลล่างใช้ดุลยพินิจถูกต้องแล้ว โดยพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2480 หม่อมเจ้าหญิงคอยท่าปราโมช โจทก์ คุณหญิงทรัพย์ อิศรพันโสภณ กระทรวงการคลัง ผู้ร้องขัดทรัพย์ ล. ป.พ.พ. ม. 132 , ม. 340