ฎีกาที่ 1318/2479
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ในพินัยกรรม์มีข้อความกล่าวถึงจำนวนเงินที่ผู้ทำพินัยกรรม์รับเงินในทางกู้ยืมจากเขา เขาถือเอาข้อความในพินัยกรรม์นั้นเป็นหลักฐานฟ้องร้องได้ อำนาจฟ้อง จำเลยกู้เงินโจทก์แล้วสัญญาจะชดใช้เงินโดยทำพินัยกรรม์ยก ที่ดิน ให้โจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าโจทก์หย่ากับสามีแล้ว จำเลยจะคืนเงินให้ บัดนี้โจทก์หย่ากับสามีแล้ว โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องเรียกเงินรายนี้ได้
ย่อยาว
ได้ความว่าเมื่อโจทก์แต่งงานกับบุตร์จำเลยแล้วสัก 5-6 เดือนจำเลยได้ขอให้โจทก์หาเงินเพื่อใช้หนี้ จำเลยเป็นเงิน 740 บาท โจทก์จึงให้เงิน 740 บาทแก่จำเลยไปจำเลยจึงทำพินัยกรรม์ไว้ฉะบับหนึ่งยก ที่ดิน และเรือนให้โจทก์กับสามีซึ่งเป็นบุตร์จำเลยในพินัยกรรม์มีข้อความกล่าวถึงเรื่องเงิน 740 บาทซึ่งโจทก์หามาให้ใช้หนี้ และว่าถ้าโจทก์กับบุตร์จำเลยหย่ากันโจทก์จะคืนเงิน 740 บาทนั้นให้ มาบัดนี้โจทก์กับบุตร์จำเลยหย่าขาดกนแล้ว จำเลยกลับใจเรียก ที่ดิน คืนโจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ ที่ดิน และบ้านให้โจทก์หรือคืนเงิน 740 บาทให้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 740 บาทให้โจทก์ ศาลฎีกาตัดสินว่าที่จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าเมื่อพินัยกรรม์มีเงื่อนไขดังกล่าวมาข้างต้นฉะนี้ การยก ที่ดิน ให้เป็นการชำระหนี้ในภายหน้าก็เป็นอันเกิดมีขึ้นมิได้ จำเลยจึงต้องคืนเงินให้โจทก์ ๆ จึงฟ้องเรียนได้ และที่จำเลยอ้างว่าการกู้ยืมเงินรายนี้ไม่มีหนังสือตาม ม.653 นั้นเห็นว่าหนังสือพินัยกรรม์ของจำเลยเป็นหลักฐานอันชัดแจ้งที่กล่าวถึงเงินที่จำเลยเอามาจากโจทก์ และมีลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญดังนี้โจทก์จึงฟ้องร้องได้จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1318/2479 นางกลบ อรรถรัฐ โจทก์ นางหนูนุ้ย โจงจาบ จำเลย ป.พ.พ.