ฎีกาที่ 60/2479
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้กู้จากโจทก์ เป็นแต่เคยเซ็นชื่อในหนังสือกู้ให้จำเลยที่ 3 ไว้ และจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของเงิน ภายหลังหนังสือกู้ไปตกอยู่ที่โจทก์โดยภรรยาจำเลยเอาไปให้โจทก์ดังนี้ จำเลยนำพะยานมาสืบได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่1 ที่ 2 กู้เงินโจทก์ไป 1000 บาท โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ ค้ำประกัน จำเลยผิดนัด ขอให้ศาลบังคับ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่าไม่เคยกู้เงินโจทก์และไม่ได้ทำสัญญากู้ให้โจทก์เป็นแต่เอาเงินของจำเลยที่ 3 ผู้เป็นน้องไปใช้ และภายหลังจำเลยที่ 3 เอาหนังสือมาให้ลงลายมือชื่อ จึงได้ลงให้โดยไม่รู้ข้อความ และทั้งไม่มีพะยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือด้วย สัญญาฉะบับนั้นก็ไม่ได้กำหนดดอกเบี้ย ซึ่งถ้าจะเสียก็ควรเสียร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ใช่เจ้าของเงิน จำเลยที่ 3 ให้การว่าสัญญานี้เกิดขึ้นโดย น.ภริยาจำเลยที่ 3 เคี่ยวเข็ญให้เอาไปให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาให้และลงชื่อน้องสาว น. คือโจทก์นี้เป็นเจ้าของเงินจำเลยที่ 3 ก็ยอม และทั้งยังลงชื่อเป็นผู้ ค้ำประกัน ด้วย ต่อมา น.เอาใจออกห่างขนทรัพย์รวมทั้งสัญญากู้นี้หนีไป แล้วหวนกลับมาฟ้องจำเลย ฉะนั้นเมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของเงินกู้ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์สืบพะยานแล้ว ศาลชั้นต้นกะประเด็นให้จำเลยสืบพะยานแต่เพียง 3 ข้อคือ 1.ดอกเบี้ยตามธรรมเนียมนั้นอย่างไร 2.จำเลยไม่ใช้พิมพ์ลายมือในสัญญาประกันที่โจทก์ฟ้อง 3.จำเลยได้ลงชื่อพิมพ์ลายมือโดยไม่รู้ว่าเป็นสัญญากู้และ ค้ำประกัน ส่วนข้ออื่นให้งด จำเลยทั้ง 3 จึงแถลงว่าไม่ติดใจสืบพะยานตามประเด็นที่ศาลกะ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ศาลฎีกาเห็นว่าคดีเรื่องนี้จำเลยได้ต่อสู้มาแต่แรกแล้วว่า เงินตามสัญญากู้นั้นเป็นเงินของจำเลยที่ 3 ไม่ใช่ของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้จึงเป็นประเด็นที่จำเลยขอสืบได้ จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ซึ่งพิพากษาให้จำเลยนำพะยานมาสืบในข้อนี้ เมื่อเสร็จแล้วถ้าโจทก์ประสงค์จะสืบแก้ก็ให้สืบได้ แล้วให้ศาลเดิมตัดสินเสียใหม่ตามประเด็น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 60/2479 นางสาวเนื่อง เล้าเจริญ โจทก์ นายโท กิจสุขาที่ 1 นางหรั่ง กิจสุขาที่ 2 ขุนวิเศษกสิกิจที่ 3 จำเลย