ฎีกาที่ 641/2479
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
(จ) อนุมาตรา 1-2 +ได้ซึ่งได้รับจากการ เช่า ตึกเรือนโรงของผู้อื่นแล้วให้ผู้อื่น เช่า ช่วงต่อไปอันมีจำนวนเกิน 2,000 บาทจะต้องรับ+เสียภาษีเงินได้ด้วย เงินได้ดังกล่าวข้างต้นนั้นจะต้องรับผิดเสียภาษีเงินได้แต่ฉะเพาะจำนวนที่หักเงินค่า เช่า ที่ต้องชำระ+เจ้าของตึกเรือนโรง+เสียก่อน+
ย่อยาว
คดีได้ความว่าโจทก์ได้รับเหมา เช่า ตึกเรือนโรงมาจากเจ้าของผู้หนึ่ง และเอาไปให้ เช่า ช่วงอีกต่อหนึ่ง ในการ เช่า ช่วงได้ค่า เช่า รวมเป็นเงิน 56,359 บาท 77 สตางค์ โจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่เจ้าของตึกเรือนโรง 37,392 บาท 50 สตางค์รายได้อันแท้จริงของโจทก์เป็นเงินเพียง 18,967 บาท 27 สตางค์ จำเลยได้ประเมินเก็บภาษีเสริมไปจากโจทก์เป็นเงิน 1336 บาท 65 สตางค์ โดยไม่อนุญาตให้โจทก์หักเงิน 37,392 บาท 50 สตางค์ออกเสียก่อน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลว่ารายได้ของโจทก์ประเภทที่รับเหมามาให้ เช่า ช่วงเป็นรายได้ที่ไม่เข้าอยู่ในมาตราใดแห่ง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ และถ้าจะถือว่ารายได้ของโจทก์ในประเภทข้างบนนั้นเข้าอยู่ในมาตรา 7(จ) แล้วต้องให้โจทก์หักเงิน 37,392 บาท 50 สตางค์เสียก่อน และคงคิดเอาจากจำนวน 18,967 บาท 27 สตางค์ที่โจทก์ได้รับเป็นค่า เช่า อันแท้จริงเท่านั้น จึงขอให้ศาลคืนเงินค่าภาษีทั้งหมดหรือที่ได้เก็บเกินไปตามนัยข้างบนนั้นให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยต้องกันว่าในเรื่องนี้ โจทก์ได้รับเงินรายได้รายพิพาทนี้เนื่องมาจากการให้ เช่า ช่วง ฉะนั้นย่อมเข้าอยู่ในความหมายแห่ง ม.7(จ) ข้างต้นนั้น ทั้งนี้ไม่มีกฎหมายบทใดในพ.ร.บ.ภาษีเงินได้บังคับว่าเงินทีจะต้องเสียภาษีนั้นต้องฉะเพาะแต่เป็นเงินที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับในการให้ เช่า เงินใดที่ผู้ใดได้รับในฐานะเป็นผู้ให้ เช่า แล้วต้องเสียภาษีทั้งสิ้น กรณีนี้โจทก์มีฐานะเป็นผู้ เช่า ช่วงอย่างบริบรูณ์ ส่วนในข้อที่ว่าควรจะหักเงินที่จะต้องส่งให้แก่เจ้าของตึกเรือนโรงเสียก่อนหรือไม่นั้นเห็นว่าตามมาตรา 7(จ) อนุมาตรา 1 จะหักได้ฉะเพาะเงินค่า เช่า ที่ดินที่ต้องจ่าย และคดีนี้จำเลยก็ได้หักเงินค่า เช่า ที่ดินที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่เจ้าของตึกเรือนโรงแล้ว และไม่มีบทใดใน พ.ร.บ.ว่าให้เก็บฉะเพาะกำไรที่โจกท์ได้รับเท่านั้นเพราะ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ไม่ใช่เป็น พ.ร.บ.เก็บภาษีจากผลกำไร ฉะนั้นรายได้จำนวนใดจะต้องหักเสียก่อนต้องเสียภาษีนั้นก็หักได้แต่ฉะเพาะที่มาตรา 7 ได้กำหนดไว้เห็นว่าจำเลยปฏิบัติชอบแล้วให้ยกฟ้องของโจทก์เสีย ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้ง 2 ในข้อที่ว่าเงินที่โจทก์ได้รับมาในการให้ เช่า ช่วงนั้นเป็นเงินที่ได้รับมาในการให้ เช่า อสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 7 (จ) แห่งพ.ร.บ.ภาษีเงินได้มีประสงค์จะเก็บภาษีแก่ผู้ได้รับเงินค่า เช่า ทั้งหลาย ส่วนในข้อที่ว่าโจทก์จะมีสิทธิหักเงินทีต้องชำระแก่เจ้าของตึกเรือนโรงเสียก่อนหรือไม่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นทั้ง 2 เพราะตามมาตรา 7(จ) คำว่าเงินที่ได้รับต้องแปลว่าเงินที่ได้รับเป็นรายได้อันแท้จริงจึงเรียกว่าเป็นเงินได้ และต้องระลึกว่าเงิน 37,392 บาท 50 สตางค์นั้น ไม่จำต้องตกถึงมือโจทก์เสมอไป เพราะประมวลแพ่ง ฯ มาตรา 545 ก็บัญญัติไว้ว่าผู้ เช่า ช่วงต้องรับผิดต่อผู้ให้ เช่า โดยตรง อนึ่งตาม ม.7(จ) อนุมาตรา 2 จะเห็นว่า เงินค่า เช่า ซึ่งโจทก์ได้ชำระให้แก่ผู้ให้ เช่า นั้นเป็นภาระชนิดหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิจะหักเงินค่า เช่า เดิมซึ่งเป็นภาระออกเสียก่อน มิฉะนั้นหากว่ามีการให้ เช่า ช่วงเรื่อย ๆ ไปจำนวนเงินค่า เช่า เดิมอาจต้องเสียภาษีเงินได้หลายครั้งหลายหน ซึ่งมิใช่เป็นความประสงค์ของ พ.ร.บ.นี้ จึงพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิหักเงินค่า เช่า เดิมจากเงินค่า เช่า ช่วงให้จำเลยคืนเงินภาษีที่เก็บเกินไปนั้นให้โจทก์ตามฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 641/2479 หลวงสิริกาญจนเสวก โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.พ.พ. ม. 545