ฎีกาที่ 1058/2475
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นนิติบุคคลนั้นหมายเอาความรวมการปกครองท้องที่ วิธีพิจารณาแพ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องเรียกเงินอากรค่านาได้อย่างไรเป็น ฟ้องซ้ำ คดี คดีที่ศาลยังหาได้พิจารณาข้อหาคำให้การและคำพะยานไม่เป็น ฟ้องซ้ำ คดี ลักษณพะยาน ศาลจะยกข้อเท็จจริงในสำนวนอื่นมาปรับกับอีกสำนวนหนึ่งไม่ได้
ย่อยาว
คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินอากรค่านาจากจำเลยที่ค้างมารวม 2 ปี จำเลยสู้ว่า 1 ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ใช่นิติบุคคล เป็นโจทก์ฟ้องความไม่ได้ 2 คดีนี้ศาลตัดสินเสร็จเด็ดขาดไปครั้งหนึ่งแล้ว ฟ้องซ้ำ ไม่ได้ 3 ศาลจะยกเอาข้อเท็จจริงในสำนวนอื่นมาปรับสัตย์ตัดสินสำนวนนี้ไม่ได้ ในฎีกาข้อ 1 นั้น คำว่า "ผู้ว่าราชการจังหวัด " มีความหมายเป็น 2 นัยคือ เป็นบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคลได้ทั้ง 2 ประการที่เป็นนิติบุคคลนั้นหมายเอาความรวมการปกครองซึงแบ่งแยกเป็นท้องที่ ๆ มีหัวหน้าอำนายการมีนามว่าสมุหเทศาบ้าง ผู้ว่าราชการจังหวัดบ้างตามท้องที่ใหญ่และน้อย ซึ่งสมกับคำในประมวลแพ่ง ม. 72 - 73 ที่ว่าทบวงการเมืองนั้นคือกระทวงกรม เทศาภิบาลปกครองท้องที่ แลประชาบาลทั้งหลาย"เทศาภิบาล" นั้นหาได้หมายฉะเพาะตัวบุคคล ท่านหมายถึงความรวมการปกครองท้องที่ด้วยฉะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยได้ (เทียบฎีกาที่ 544/2475) ในข้อ 2 เห็นว่าไม่ใข่เป็นคดีที่ตัดสินเสร็จ เด็ดขาดแล้วเพราะว่าคดีก่อนที่ขุนอินทร์รัตนาการสรรพกรจังหวัดเป็นโจทก์นั้น ศาลพิจารณาแต่ฉะเพาะอำนาจฟ้องเท่านั้น หาได้พิจารณาข้อหาคำให้การและคำพะยานไม่ ในปัญหาข้อ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นชอบด้วย และด้วยเหตุ 2 ประการนั้นคือ 1 เมื่อสำนวนที่ขุนอินทร์ ฯ เป็นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นก็ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา 2 ในสำนวนนี้จำเลยให้การปฏิเสธและตัดฟ้องหลายข้อต่างกับคำให้การในสำนวนโน้น โจทก์จำเลยมีความประสงค์จะสืบพะยานของตนและจำเลยหาได้ขออ้างสำนวนโน้นเป็นพะยานไม่ เป็นอันว่าสำนวนนี้ยังมิได้พิจารณา จึงตัดสินให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้ง 2 เสีย ให้ศาลเดิมพิจารณาคดีแล้วตัดสินใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1058/2475 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม โจทก์ พระไชยศาสตร์ราชสภาบดี จำเลย ป.พ.พ. ม. 72 - 73