ฎีกาที่ 611/2472
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ไม่ต้องรับอนุญาต สัญญาค่าเสียหายผิดสัญญายังไม่ใช้หนี้ที่แน่นอนพิศูจน์ไม่ได้จนกว่าศาลจะได้ตัดสินกำหนดค่าเสียหาย ป.พ.พ.ม. 152-391 เงื่อนไข สัญญาซื้อขายไม่ใช่สัญญามีเงื่อนไข วิธีพิจารณาแพ่ง คู่สัญญาก่อนคดี ล้มละลาย มีสิทธิฟ้องกองทรัพย์ของผู้ ล้มละลาย เรียกค่าเสียหายได้
ย่อยาว
คดีนี้จำเลยทำสัญญาเช่าโรงฟอกหนังกับธนาคารมีกำหนด 3 ปี สัญญาข้อ ( 4 ) ว่าถ้าจำเลยค้างชำระค่าเช่าธนาคารมีสิทธิกลับเข้าครองโรงฟอกหนังแลสัญญาเช่าเป็นอันเลิกเด็ดขาด ข้อ ( 5 ) ถ้าเลิกสัญญาก่อน 3 ปีจำเลยยอมรับซื้อโรงฟ้องหนังเป็นเงิน 130000 บาท จำเลยม่ชำระค่าเช่า 16 เดือน ธนาคารจึงบอกเลิกสัญญาแลขอให้จำเลยซื้อโรงฟอกหนังตามสัญญา จำเลยไม่ปฏิบัติ ต่อมาธนาคารเข้ายึดโรงฟอกหนังแล้วจัดการขายทอดตลาดเสียเองโดยลำพังได้เงิน 12821 บาท 30 สตางค์ น้อยไปกว่าที่ตกลงกันไว้ 117178 บาท 70 สตางค์ ภายหลังจำเลย ล้มละลาย ธนาคารจึงขอเข้าพิศูจน์หนี้ตามจำนวนเงินที่ขาดนั้น เจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ศาลคดีต่างประเทศแศาลอุทธรณ์เห็นว่าควรยอมรับพิศูจน์หนี้ของธนาคารได้ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยไม่ไดนำคดีขึ้นฟ้องร้องธนาคารจำเลยมีสิทธิที่จะร้องต่อศาลได้โดยไมต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ม.30 ข้อ 1 ( ก ) 78 ข้อ 1-79 แลสัญญาจะซื้อขายนี้เปนสัญญาที่มีสินจ้างอยู่ในตัวแล้ว แลไม่ใช่สัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนตาม ป.พ.พ.152 เรื่องนี้จำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาไม่ซื้อ ธนาคารก็มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหาย แต่ธนาคารกลับเอาโรงฟอกหนังไปขายเสียลำพังตนเองเช่นนี้ เป็นการพ้นวิสัยที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาได้ ธนาคารไม่มีสิทธิที่จะกำหนดค่าเสียหายเอาเองได้โดยไม่ได้ร้องขอต่อศาลหรือมีพะยานหลักฐานประกอบ เพราะฉะนั้นธนาคารจะมาพิศูจน์หนี้ไม่ได้ แตไม่ตัดสิทธิของธนาคารที่จะฟ้องร้องกองทรัพย์ของผู้ ล้มละลาย เรียกค่าเสียหายต่อไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 611/2472 นายอับดุลลฯ (อังกฤษ) โจทก์ หลวงภัณฑ์ฯ จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 30 ป.พ.พ. ม. 152-391