ฎีกาที่ 101-102/2470
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สามีไม่มีสิทธิจะยกสมรสของภรรยาให้แก่ผู้ใด โดยภรรยาไม่รู้เห็น
ย่อยาว
คดีนี้พิภาษกันด้วยเรื่องทรัพย์มฤดกของขุนพานิชซึ่งโจทย์ของให้ศาลทำลายหนังสือสัญญาโอนขายโรงสีให้แก่จำเลย เพราะเปนสัญญาอยุติธรรม ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งมีสติหลงไหล แลทั้งไม่มีสินจ้าง แลขอให้เรียกแหวนเพ็ชร์ 2 วงที่ตกอยู่แก่จำเลยมาแบ่งเปนมฤดก ข้อเท็จจริงในเรื่องโรงสีปรากฎว่า ขุนพานิชได้โจทย์ทั้ง 2 เปนภรรยา ขุนพานิชมีสินเดิม 16,000 บาท กับที่ดินราคา 1,000 บาท เมื่อขุนพานิชได้โจทย์ทั้ง 2 เปนภรรยาแล้ว ขุนพานิชเอาเงิน 14,000 บาทกับที่ดินไปเข้าหุ้นกับ ท.สร้างโรงสีขึ้น ต่อมาขุนพานิชออกเงิน 165,000 บาทรับซื้อหุ้นของ ท.ไว้ทั้งหมด ก่อนน่าขุนพานิชได้จำเลยเปนภรรยาอีกคนหนึ่ง ขุนพานิชได้โอนที่ดินแลโรงสีทั้งให้แก่จำเลยด้วยความรักใคร่อยากได้จำเลยเปนภรรยา โดยโจทย์ทั้ง 2 ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย ศาลเดิมฟังว่า โรงสีแลที่ดินเปนสินเดิมของขุนพานิช ขุนพานิชโอนให้จำเลย ๆ มีสิทธิจะได้โรงสีนั้น ส่วนแหวนเพ็ชร์ 2 วงนั้น เปนมฤดกของขุนพานิช ให้เอามาแบ่ง โจทย์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ที่ดินแลโรงสีเปนสมรส ตามนัยฎีกาที่ 831/2465 การที่ขุนพานิชเอาที่ดินกับโรงสีโอนขายให้แก่จำเลยด้วยความรักใคร่อยากได้จำเลยเปนภรรยานั้น ไม่ใช่โอนขายให้กับกันด้วยความอยุติธรรม ฤาความล่อลวงของจำเลย จึงไม่มีเหตุอย่างไรที่ควรทำลายหนังสือสัญญา ซื้อขาย แต่ขุนพานิชเอาที่ดินแลโรงสีอันเปนสมรสซึ่งโจทย์มีส่วนได้อยู่ 1 ใน 3 ไปโอนให้จำเลยโดยโจทย์ไม่รู้เห็นด้วย จำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ทั้งหมดในที่ดินแลโรงสีนั้น จึงพิพากษาให้เอาที่ดินแลโรงสีประมูลขายทอดตลาด แล้วหักใช้ทุนเดิมของขุนพานิชเสีย 17,000 บาท เหลือนั้นแบ่งออก 3 ส่วนให้โจทย์เอาไปส่วนหนึ่ง อีก 2 ส่วนกับเงิน 17,000 บาท ที่หักไว้นั้น ให้เปนของจำเลย ส่วนแหวนเพ็ชร์นั้นได้ความว่าแหวนเพ็ชร์เปนสินเดิม แลขุนพานิชได้ให้จำเลยก่อนน่าจำเลยเปนภรรยา แหวนนั้นเปนสิทธิ์แก่จำเลย โจทย์จำเลยฎีกา สำหรับในเรื่องที่ดินแลโรงสี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่มีเหตุผลอย่างไรที่ควรจะทำลายหนังสือสัญญา ซื้อขาย ที่ดินกับโรงสี ซึ่งขุนพานิชทำให้แก่จำเล่ย เพราะสัญญาฉบับนี้ขุนพานิชได้ทำโดยสุจริตหวังจะได้จำเลยเปนภรรยา แลโจทย์สืบไม่ได้ว่าขุนพานิชได้ทำสัญญาในเวลาที่สติหลงไหล ส่วนปัญหาที่ว่าขุนพานิชจะมีอำนาจเอาที่ดินและโรงสีไปโอนให้แก่จำเลยทั้งหมดได้ฤาไม่นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับที่ดิน ขุนพานิชมีอำนาจเด็ดขาดโอนให้แก่จำเลยได้ เพราะที่ดินเปนสินเดิมแต่โรงสีนั้นเปนสินสมรส ขุนพานิชโอนได้ฉะเพาะส่วนสมรสของตน คือ 2 ใน 3 เท่านั้น จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ให้ที่ดินซึ่งเปนสินเดิมของขุนพานิชเปนสิทธิแก่จำเลย ส่วนโรงสีให้เอามาประมูลฤาขายทอดตลาดพร้อมด้วยที่ดิน ได้เงินเท่าใดหักออก 1,000 บาทค่าที่ดินให้แก่จำเลยเสียก่อน เหลือนั้นให้หักใช้สินเดิม 16,000 บาท แล้วจึงแบ่ง 3 ส่วน เปนสมรสของขุนพานิช 2 ส่วน ซึ่งตกเปนของจำเลยตามหนังสือสัญญาซึ่งขุนพานิชได้ทำโอนให้แก่จำเลย สมรสอีก 1 ส่วนเปนของโจทย์ เงินสินเดิม 16,000 บาท ให้แบ่งมฤดกได้แก่โจทย์จำเลยผู้เปนภรรยา แลบุตร์ของขุนพานิช ตามคำพิพากษาศาลเดิม (คือ แบ่งมฤดกออกเปน 2 ภาค ภาคภรรยาแลภาคบุตร์ ภาคภรรยาให้ได้แก่โจทย์จำเลยคนละเท่า ๆ กัน ) (ประเด็นที่ว่าภรรยาคนใด ควรได้รับส่วนมฤดกเท่าใดตามฐานะของภรรยานั้น ไม่ได้มีขึ้นมาถึงศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่ได้วินิจฉัยในข้อนี้ จึงให้แบ่งเท่า ๆ กันตามคำตัดสินศาลเดิม) ส่วนภาคบุตรให้ได้แก่บุตร์ของขุนพานิช ส่วนแหวน 2 วงนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเปนเดิมของขุนพานิช ขุนพานิชได้ให้แก่จำเลยด้วยความเสนหา แหวนนี้เท่ากับของหมั้น ต้องเปนสิทธิแก่จำเลย จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ในข้อนี้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 101 - 102/2470 นางสังวาล นางสาย โจทก์ นางเพี้ยน ล.