ฎีกาที่ 6456/2543
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
++ เรื่อง ฉ้อโกง (ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง) ++ การกระทำอันเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของความผิดฐาน ฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 คือการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และการกระทำดังกล่าวผู้กระทำต้องมีเจตนามาตั้งแต่ต้น ตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 มีวัตุประสงค์ในการรับจ้างซ่อมแซมรถยนต์ โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่เพียงจัดการซ่อมแซมรถยนต์ที่โจทก์นำไปซ่อมกับจำเลยที่ 3ให้ใช้การได้ดีและปลอดภัยเท่านั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบว่ารถยนต์คันที่โจทก์นำไปซ่อมเจ้าของเดิมไม่ยอมซ่อมเพราะราคาสูง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่แจ้งให้โจทก์ทราบถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐาน ฉ้อโกง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อออดี้ โดยซื้อมาจากเต็นท์บริการขายรถใช้แล้ว จำเลยที่ 1 เป็นที่ปรึกษาด้านบริการ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการฝ่ายบริการของจำเลยที่ 3 และเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 3มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการซื้อขาย และรับซ่อมรถยนต์โดยเฉพาะรถยนต์ยี่ห้อออดี้ รถยนต์ของโจทก์มีอาการกินน้ำมันและควันดำ เกียร์มีอาการกระตุกขณะเปลี่ยนจากเกียร์ 2 ไปเกียร์ 3 และจากเกียร์ 3 ไปเกียร์ 4โจทก์จึงขับเข้าอู่ของจำเลยที่ 3 เพื่อทำการตรวจเช็คและขอให้เสนอราคาค่าซ่อมจำเลยที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการตรวจเช็คและเสนอราคาค่าซ่อมรถคันนี้จำเลยที่ 1 รู้ดีแล้วว่ารถยนต์คันนี้เจ้าของเดิมเคยถูกชนมา และมีประวัติการซ่อมอยู่ที่จำเลยที่ 3 และเคยแจ้งค่าซ่อมให้แก่เจ้าของเดิมแล้วแต่ไม่ซ่อมเพราะราคาสูงมากซึ่งจำเลยที่ 1 ควรแจ้งความจริงนั้นให้โจทก์ทราบก่อน แต่ไม่แจ้งกลับปกปิดไว้เพราะรู้ว่าถ้าแจ้งให้โจทก์ทราบก่อน โจทก์อาจไม่ซ่อมเช่นเดียวกับเจ้าของเดิม ต่อมาจำเลยที่ 1โดยเจตนาทุจริตทำให้โจทก์เชื่อว่าถ้าสั่งซ่อมตามใบเสนอราคาที่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 ส่งมาให้โจทก์ลงชื่อสั่งซ่อมแล้วรถจะอยู่ในสภาพใช้ได้ดี และจำเลยที่ 3รับประกันการใช้ให้เป็นเวลา 1 ปีด้วย โจทก์จึงได้ลงชื่อสั่งซ่อมไปในใบเสนอราคาที่จำเลยที่ 1 ส่งมาโดยโทรสาร เมื่อหักส่วนลดแล้วคงเหลือจำนวน 104,304 บาทต่อมาโจทก์ไปขอรับรถ เมื่อโจทก์นำรถไปลองขับร่วมกับจำเลยทื่ 1 ปรากฏว่ารถยังไม่อยู่ในสภาพใช้ได้ดี จำเลยที่ 3 จึงไม่สามารถส่งรถได้ในวันนั้น ต่อมาจำเลยที่ 3โดยจำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าทางโทรสารว่า การซ่อมนั้นเป็นเพียงการซ่อมตามใบเสนอราคาฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2542 เท่านั้น ถ้าจะให้รถอยู่ในสภาพที่ใช้ได้ดี และจำเลยที่ 3 รับประกันการใช้ให้ด้วย โจทก์จะต้องสั่งซ่อมเพิ่มเติมอีกเป็นเงิน 165,371 บาท ทั้งนี้เพราะรถคันนี้เคยประสบอุบัติเหตุมาก่อน จำเลยที่ 3ได้เคยแจ้งให้เจ้าของเดิมซ่อมแล้วไม่ยอมซ่อม จึงแสดงว่าเมื่อตอนที่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 เสนอราคาให้โจทก์สั่งซ่อมตามใบเสนอราคาลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2542กลับปกปิดความจริงเรื่องนี้ไว้โดยมีเจตนาจะให้โจทก์หลงเชื่อว่าถ้าสั่งซ่อมตามนั้นแล้วรถยนต์จะอยู่ในสภาพใช้ได้ดี ครั้นเมื่อโจทก์ไปขอรับรถ ปรากฏว่ารถไม่อยู่ในสภาพดีตามที่จำเลยที่ 3 รับรองให้ซ่อม และเมื่อโจทก์ไม่ยอมสั่งซ่อมเพิ่มเติมตามที่จำเลยที่ 2เสนอมา แต่ขอให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบรถคืนในสภาพเดิม จำเลยที่ 3 ไม่ยอมส่งมอบรถคืน แต่กลับให้จำเลยที่ 2 แจ้งมาว่า จำเลยที่ 3 ได้ซ่อมตามใบเสนอราคาลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2542 แล้ว ถ้าโจทก์ไม่ยอมจ่ายค่าซ่อมจำนวน 153,226 บาทจำเลยที่ 3 จะไม่คืนรถให้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาเพื่อจะให้จำเลยที่ 3 ได้รับประโยชน์โดยทุจริต ทำให้โจทก์หลงเชื่อจึงได้ลงชื่อในใบเสนอราคาสั่งซ่อมรถยนต์ของโจทก์ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2542 อันถือเป็นเอกสารสิทธิให้แก่จำเลยที่ 3 ไป แล้วจำเลยที่ 3 ได้อ้างเอกสารสิทธิฉบับนี้มายึดครองรถยนต์ของโจทก์ไว้เพื่อจะบีบบังคับเอาเงินจำนวน 153,226 บาท จากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะโจทก์ได้ทำเอกสารสิทธินั้นให้จำเลยไว้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83, 91 และให้คืนรถยนต์ยี่ห้อออดี้ หมายเลขทะเบียนภค - 8231 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นงดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐาน ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของความผิดฐาน ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 คือการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และการกระทำดังกล่าวผู้กระทำต้องมีเจตนามาตั้งแต่ต้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา59 วรรคหนึ่งด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 3 มีวัตุประสงค์ในการรับจ้างซ่อมแซมรถยนต์ โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่เพียงจัดการซ่อมแซมรถยนต์ที่โจทก์นำไปซ่อมกับจำเลยที่ 3 ให้ใช้การได้ดีและปลอดภัย จำเลยที่ 1และที่ 2 หามีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบว่ารถยนต์คันที่โจทก์นำไปซ่อมดังกล่าวมีประวัติอยู่ที่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 เคยแจ้งให้เจ้าของเดิมทราบแล้ว แต่เจ้าของเดิมไม่ยอมซ่อมเพราะราคาสูงแต่ประการใดไม่ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่แจ้งให้โจทก์ทราบดังกล่าวถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งตามที่โจทก์ฎีกา การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐาน ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6456/2543 นายโกวิท ตาละโสภณ โจทก์ นายวิชัย สุทธิวุฒวาณิชย์ กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 59 , ม. 341