ฎีกาที่ 867/2502
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การบรรยายฟ้องความผิดฐานชิงทรัพย์ในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้กำลังประทุษร้าย เมื่อโจทก์บรรยายว่า จำเลยกับพวกใช้กำลังประทุษร้ายโดยจับมือเด็กชายยงผู้เลี้ยงกระบือไว้ เพื่อให้เป็นความสะดวกแก่การลักทรัพย์ แล้วจำเลยกับพวกได้ช่วยกันแกะเอาเชือกที่เด็กชายยงจูงกระบือเลี้ยงไว้ในมือออกซึ่งทำให้เด็กชายยงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถจะขัดขืนได้แล้วพากระบือไปเช่นนี้ ถือว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายในฟ้องเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1(6) แล้ว จำเลยกับพวกมีอาวุธเข้ามากระชากเชือกที่ผูกกระบือจากเด็กชายยงเด็กชายยงกำเชือกแน่นและเอามืออีกข้างหนึ่งช่วยกำไว้ จำเลยกระชากไม่หลุดก็เข้าแกะเชือกออกจากมือเด็กชายยงทั้งสองข้างแกะอยู่นานราวอึดใจหนึ่งเชือกจึงหลุดจากมือเด็กชายยงแล้วจำเลยจับเชือกผูกกระบือพากระบือวิ่งไป การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์แล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกมีปืนร่วมกันลักกระบือ 2 ตัว ราคา1,500 บาท อันเป็นสัตว์ที่มีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมของนายล่อนซึ่งมีอาชีพกสิกรรมไปโดยทุจริต ในการลักนี้จำเลยกับพวกใช้กำลังประทุษร้ายโดยจับมือเด็กชายยงผู้เลี้ยงกระบือไว้เพื่อให้เป็นความสะดวกแก่การลักทรัพย์แล้วจำเลยกับพวกได้ช่วยกันแกะเอาเชือกที่เด็กชายยงจูงกระบือเลี้ยงไว้ในมือออกซึ่งทำให้เด็กชายยงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถจะขัดขืนได้ แล้วพกกระบือไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 และให้คืนหรือใช้ราคากระบือ จำเลยปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรค 2 ให้จำคุก 4 ปี และให้คืนหรือใช้ราคากระบือ 1 ตัว ที่ยังไม่ได้คืน 700 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การจับมือและการแกะกระบือมิใช่การประทุษร้ายแก่กาย จำเลยมีเจตนาเพียงแต่จะเอาเชือกผูกกระบือไปจากเด็กเพื่อความสะดวกจะได้จูงกระบือไป ไม่มีเจตนาจะประทุษร้ายแก่ร่างกายของเด็กจำเลยควรมีความผิดฐานลักสัตว์ของผู้มีอาชีพกสิกรรมประกอบด้วยมีพรรคพวกมีอาวุธเท่านั้น พิพากษาแก้ศาลชั้นต้นว่าจำเลยผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7)(12) จำคุก 2 ปีกับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคากระบือ 1 ตัว ที่ยังไม่ได้คืน 700 บาท โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเข้าบทนิยามตามประมวลกฎหมาย มาตรา 1(6) ขอให้ลงโทษตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อวินิจฉัยเบื้องแรกตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะมีผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสองหรือไม่ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(6) แล้ว ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีว่า เด็กชายยงอายุ 12 ปี นำกระบือ 2 ตัวแม่ลูกของผู้เสียหายไปเลี้ยงในนา จำเลยมีมีดขัดเอวกับนายแกถือปืนสั้นเข้ามา จำเลยกระชากเชือกที่ผูกกระบือจากเด็กชายยง ๆกำเชือกแน่น และเอามืออีกข้างหนึ่งช่วยกำไว้ จำเลยกระชากไม่หลุดก็เข้าแกะเชือกออกจากมือเด็กชายยงทั้งสองข้างแกะอยู่นานราวหนึ่งอึดใจเชือกจึงหลุดจากมือเด็กชายยง แล้วจำเลยจับเชือกผูกกระบือพากระบือวิ่งไป ศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ฟังได้ว่า จำเลยกับพวกได้ลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย การกระทำของจำเลยเป็นเหตุทำให้เด็กชายยงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง ศาลฎีกาพิพากษากลับศาลอุทธรณ์ ให้ บังคับคดี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 867/2502 อัยการนครราชสีมา โจทก์ นายลิ หมวกสันเทียะ จำเลย ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ป.อ. ม. 1 (6) , ม. 339