ฎีกาที่ 10895/2557
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สาเหตุที่มีการสมัครใจทำร้ายซึ่งกันและกันในเหตุการณ์ตอนแรก สืบเนื่องมาจาก ม. กับพวกเมาสุรามาก ก่อกวนลูกค้าโต๊ะอื่นในร้าน จนฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่หน้าร้านเข้าไปพา ม. มาพูดคุยที่บริเวณหน้าร้าน เกิดการโต้เถียงและทำร้ายกัน การทำร้ายก็มีแต่การชกต่อยและใช้ไม้กระบองหรือวัตถุอื่นตีซึ่งไม่อาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ ต่างฝ่ายต่างไม่มีเจตนาทำร้ายให้ถึงแก่ความตายและมิได้มีเจตนา ฆ่า แต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่มีการทำร้ายกันในเหตุกาณ์ตอนหลัง ก็มีแต่จำเลยที่ 1 ผู้เดียวต่อย ช. 1 ที กับตีเข่า 1 ที เท่านั้น จำเลยที่ 2 ส. ป. และ ร. ก็ดี จ. และ ม. ก็ดี ไม่ได้ร่วมหรือถูกทำร้ายร่างกายด้วย ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ต่อยและตีเข่า ช. ก็เห็นได้ว่าไม่มีเจตนาทำร้ายให้ถึงแก่ความตายและมิได้มีเจตนา ฆ่า แต่อย่างใด จำเลยทั้งสองพกอาวุธปืนอยู่คนละกระบอกแต่ก็ไม่เคยชักอาวุธปืนออกมาก่อน ช่วงที่ ม. แอบไปเอาอาวุธปืนจากรถกระบะ จำเลยทั้งสองกับพวกไม่รู้เห็นจึงไม่ได้ระวังตัวว่าจะถูก ม. ยิง พฤติการณ์เช่นนี้เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่อาจคาดหมายได้ว่าการที่จำเลยทั้งสองกับพวกทำร้ายร่างกายฝ่าย ม. จะมีผลถึงกับ ม. ต้องใช้อาวุธปืนยิง ย่อมถือไม่ได้ว่าการที่ ม. ใช้อาวุธปืนยิงเป็นผลจากการทำร้ายร่างกายของฝ่ายจำเลยโดยผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองย่อมอ้างเหตุป้องกันกรณีที่จำเลยทั้งสองยิง ม. ได้ ทั้งก่อนที่จำเลยทั้งสองยิง ม. ม. จ่อยิงศีรษะ ส. ล้มทั้งยืน ยิง ร. ล้มลงกับพื้นยิง ป. ล้มลง ซึ่ง ป. ยืนอยู่ทิศทางเดียวกับจำเลยที่ 1 และ ช. กระสุนปืนไม่ถูกจำเลยที่ 1 แต่ถูก ช. พวกของ ม. สลบไป จำเลยทั้งสองจึงยิง ม. ทั้งปรากฏว่าขณะจำเลยทั้งสองยิง ม. อาวุธปืนที่ ม. ใช้ยิงยังมีกระสุนปืนอยู่ทั้งในแม็กกาซีน 2 นัด และในลำกล้อง 1 นัด กระสุนในลำกล้องจะขัดลำกล้องหรือไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของจำเลยทั้งสอง เป็นพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองเห็นว่าหากจำเลยทั้งสองไม่ยิงก็อาจถูก ม. ยิงเอาได้ จำเลยทั้งสองจำต้องยิงเพื่อป้องกันให้พ้นจากการถูก ม. ยิง และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงทั้งพอสมควรแก่เหตุ การที่จำเลยทั้งสองยิง ม. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานร่วมกัน ฆ่า ผู้อื่น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกัน ฆ่า ผู้อื่นวางโทษประหารชีวิต ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตวางโทษจำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกรรมแล้วให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกัน ฆ่า ผู้อื่นจำคุกคนละ 20 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ20 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองยิงนายมานพถึงแก่ความตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้หากจะฟังว่าเหตุการณ์ตอนหลังยังไม่ขาดตอนจากเหตุการณ์ตอนแรกก็ตาม แต่ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าการที่จำเลยทั้งสองกับพวกทำร้ายร่างกายนายมานพกับพวก เป็นที่คาดหมายได้หรือไม่ว่าจะเป็นเหตุให้นายมานพถึงกับต้องใช้อาวุธปืนยิงฝ่ายจำเลย ถ้าเป็นที่คาดหมายได้ก็ต้องถือว่าการที่นายมานพใช้อาวุธปืนยิงเป็นผลจากการทำร้ายร่างกายของฝ่ายจำเลยเอง จะอ้างว่าการที่จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงนายมานพเป็นการป้องกันไม่ได้ แต่ถ้าไม่เป็นที่คาดหมายได้ว่าการทำร้ายร่างกายที่ฝ่ายจำเลยได้ก่อขึ้นจะมีผลถึงกับนายมานพต้องใช้อาวุธปืนยิง ก็ย่อมถือไม่ได้ว่าการที่นายมานพใช้อาวุธปืนยิงเป็นผลจากการทำร้ายร่างกายของฝ่ายจำเลยโดยผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองย่อมอ้างเหตุป้องกันกรณีจำเลยทั้งสองยิงนายมานพได้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุคดีนี้ เห็นได้ชัดว่าสาเหตุที่มีการสมัครใจทำร้ายซึ่งกันและกันในเหตุการณ์ตอนแรก ก็สืบเนื่องมาจากนายมานพกับพวกเมาสุรามาก นายมานพก่อกวนลูกค้าโต๊ะอื่นในร้าน จนฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่หน้าร้านเข้าไปพานายมานพมาพูดคุยที่บริเวณหน้าร้าน เกิดการโต้เถียงและทำร้ายกัน การทำร้ายก็มีแต่การชกต่อยและใช้ไม้กระบองหรือวัตถุอื่นตีซึ่งไม่อาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ ต่างฝ่ายต่างไม่มีเจตนาทำร้ายให้ถึงแก่ความตายและมิได้มีเจตนา ฆ่า แต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่มีการทำร้ายกันในเหตุกาณ์ตอนหลัง ก็มีแต่จำเลยที่ 1 ผู้เดียวต่อยนายเชษพงษ์ 1 ที กับตีเข่า 1 ที เท่านั้น จำเลยที่ 2 นายสุรศักดิ์ นายปัฐญาและนายสุรเชษฐ์ก็ดี นายจีระศักดิ์และนายมานพก็ดี ไม่ได้ร่วมหรือถูกทำร้ายร่างกายด้วยซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ต่อยและตีเข่านายเชษพงษ์ก็เห็นได้ว่าไม่มีเจตนาทำร้ายให้ถึงแก่ความตายและมิได้มีเจตนา ฆ่า แต่อย่างใด จำเลยทั้งสองพกอาวุธปืนอยู่คนละกระบอกแต่ก็ไม่เคยชักอาวุธปืนออกมาก่อน นายมานพใช้อาวุธปืนยิง ช่วงที่นายมานพแอบไปเอาอาวุธปืนจากรถกระบะ จำเลยทั้งสองกับพวกไม่รู้เห็นจึงไม่ได้ระวังตัวว่าจะถูกนายมานพยิง พฤติการณ์เช่นนี้เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่อาจคาดหมายได้ว่าการที่จำเลยทั้งสองกับพวกทำร้ายร่างกายฝ่ายนายมานพจะมีผลถึงกับนายมานพต้องใช้อาวุธปืนยิง ย่อมถือไม่ได้ว่าการที่นายมานพใช้อาวุธปืนยิงเป็นผลจากการทำร้ายร่างกายของฝ่ายจำเลยโดยผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองย่อมอ้างเหตุป้องกันกรณีที่จำเลยทั้งสองยิงนายมานพได้ ทั้งก่อนที่จำเลยทั้งสองยิงนายมานพ นายมานพจ่อยิงศีรษะนายสุรศักดิ์ล้มทั้งยืน ยิงนายสุรเชษฐ์ล้มลงกับพื้นยิงนายปัฐญาล้มลง ซึ่งนายปัฐญายืนอยู่ทิศทางเดียวกับจำเลยที่ 1 และนายเชษพงษ์กระสุนปืนไม่ถูกจำเลยที่ 1 แต่ถูกนายเชษพงษ์พวกของนายมานพสลบไป จำเลยทั้งสองจึงยิงนายมานพ ทั้งปรากฏว่าขณะจำเลยทั้งสองยิงนายมานพอาวุธปืนที่นายมานพใช้ยิงยังมีกระสุนปืนอยู่ทั้งในแม็กกาซีน 2 นัด และในลำกล้อง 1 นัด กระสุนในลำกล้องจะขัดลำกล้องหรือไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของจำเลยทั้งสอง เป็นพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองเห็นว่าหากจำเลยทั้งสองไม่ยิงก็อาจถูกนายมานพยิงเอาได้ จำเลยทั้งสองจำต้องยิงเพื่อป้องกันให้พ้นจากการถูกนายมานพยิง และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงทั้งพอสมควรแก่เหตุ การที่จำเลยทั้งสองยิงนายมานพเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานร่วมกัน ฆ่า ผู้อื่น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกัน ฆ่า ผู้อื่นด้วยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น จำเลยทั้งสองจึงยังคงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเพียงฐานเดียวซึ่งศาลชั้นต้นจำคุกคนละ 6 เดือนเท่านั้น ซึ่งโทษจำคุก 6 เดือน ที่จำเลยทั้งสองจะได้รับเป็นโทษที่ไม่สูงนัก ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อนคดีนี้ เมื่อได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติอาชีพรับราชการทหาร สภาพความผิด และหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาก็ถูกขังอยู่ตลอดมาซึ่งเชื่อว่าเข็ดหลาบมากแล้ว เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองโดยรอการลงโทษไว้สักครั้ง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกัน ฆ่า ผู้อื่น ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้รอการลงโทษจำคุกไว้คนละ 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาฉบับนี้ให้จำเลยทั้งสองฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10895/2557 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ สิบเอกพลากรหรือต่อ ชาติรักษา กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 68