ฎีกาที่ 7671/2550
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยเป็นผู้จัดการสาขาของบริษัทโจทก์ร่วม การที่จำเลยรับเงินจาก บ. ผู้ ค้ำประกัน การทำงานของ น. พนักงานโจทก์ร่วมที่ยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไปแล้ว จำเลยได้ทำสัญญาในฐานะผู้จัดการของโจทก์ร่วม มีสาระสำคัญว่า บ. ได้ชำระเงินให้โจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมถือว่า บ. ได้ปฏิบัติตามสัญญา ค้ำประกัน ครบถ้วน ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญากับ บ. อีกต่อไป เงินที่จำเลยรับไว้จาก บ. จึงเป็นของโจทก์ร่วม เพราะโจทก์ร่วมต้องรับผลในการกระทำของจำเลยในอันที่จะไปเรียก บ. ชำระเงินอีกไม่ได้ เนื่องจาก บ. อาจนำสัญญาดังกล่าวมาแสดงว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมแล้ว การที่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ หรือไม่ได้รับอนุมัติจากผู้จัดการเขตของโจทก์ร่วมตามระเบียบที่โจทก์ร่วมวางไว้ จะนำมาอ้างว่ามิใช่ตัวแทนของโจทก์ร่วมหาได้ไม่ หากเป็นการผิดระเบียบก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวกับจำเลยและไม่ผูกพัน บ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต การที่จำเลยรับเงินไว้แทนโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเป็นของจำเลยโดยทุจริต โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 กันยายน 2541 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 28 มกราคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยครอบครองเงินจำนวน 100,000 บาท ของบริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหาย และวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้เบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณาบริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2541 จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขานครสวรรค์ของโจทก์ร่วมได้รับเงิน 100,000 บาท จากนายบุญแทน เนียมหุ่น ผู้ ค้ำประกัน การทำงานของนายนพดล สุขสอน พนักงานโจทก์ร่วมที่ยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไป ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและสัญญาเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 แผ่นที่ 2 จำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้แล้วไม่ได้นำไปให้โจทก์ร่วม เห็นว่า จำเลยเป็นผู้จัดการสาขานครสวรรค์ของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยรับเงินจากนายบุญแทนผู้ ค้ำประกัน การทำงานของนายนพดลพนักงานโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยได้ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ในฐานะผู้จัดการของโจทก์ร่วม มีสาระสำคัญว่านายบุญแทนได้ชำระเงินให้โจทก์ร่วมแล้ว และโจทก์ร่วมถือว่านายบุญแทนได้ปฏิบัติตามสัญญา ค้ำประกัน ครบถ้วนแล้ว ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญากับนายบุญแทนอีกต่อไป ดังนี้ การที่จำเลยรับไว้จากนายบุญแทนจึงเป็นของโจทก์ร่วมแล้ว เพราะโจทก์ร่วมต้องรับผลในการกระทำของจำเลยในอันที่จะไปเรียกนายบุญแทนชำระเงินอีกไม่ได้ เนื่องจากนายบุญแทนอาจนำสัญญาดังกล่าวมาแสดงว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมแล้ว การที่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ หรือไม่ได้รับอนุมัติจากผู้จัดการเขตของโจทก์ร่วมตามระเบียบที่โจทก์ร่วมวางไว้ ก็เป็นเพียงระเบียบภายในที่จำเลยต้องปฏิบัติ จะนำมาอ้างว่ามิใช่ตัวแทนของโจทก์ร่วมหาได้ไม่ หากเป็นการผิดระเบียบก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวกับจำเลยและไม่ผูกพันนายบุญแทนซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต ฟังได้ว่าจำเลยรับเงินไว้แทนโจทก์ร่วมเมื่อจำเลยเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7671/2550 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์ บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด โจทก์ร่วม นายบรรพต พ่วงอิ่ม จำเลย ป.วิ.อ. ม. 2 (4)