ฎีกาที่ 2339-2340/2532
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยนำแถบบันทึกเสียงที่ผู้ชายพูดกับผู้หญิงในลักษณะของการให้สัมภาษณ์เป็นใจความว่า ผู้เสียหายได้ ลักลอบได้เสียกับพระภิกษุ ช. เจ้าอาวาส วัดจอมบึง ซึ่ง เป็นเจ้าคณะอำเภอมาเปิดให้บุคคลอื่นฟังที่บ้าน อ. และ ส. ซึ่ง มิใช่ที่สาธารณสถานเป็นทำนองปรึกษาหารือกันว่าควรจะดำเนินการอย่างใดเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ต่อ พระพุทธศาสนา และหาทางขจัดความมัวหมองในพระพุทธศาสนาให้สิ้นไป หากพระภิกษุ ช. กระทำผิดจริงก็ควรจะสึกออกไป หากไม่จริงก็เอาผิดกับผู้พูดเรื่องนี้ และต่อมาได้ มีการร้องเรียนต่อ ศึกษาธิการอำเภอ จอมบึง เกี่ยวกับพฤติการณ์ของพระภิกษุ ช. และได้ มีบันทึกเสนอต่อ ตามลำดับจนกระทั่งถึง เจ้าคณะภาคฝ่ายมหานิกายจังหวัด ราชบุรี เพื่อสอบหาข้อเท็จจริง จึงถือได้ว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาใส่ความผู้เสียหายให้ถูกดูหมิ่น เกลียดชังหรือเสียหายแต่ เป็นการกระทำในการแสดงข้อความโดยสุจริตด้วย ความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(3)ทั้งนี้เพื่อขจัดข่าวลือในทางที่จะทำให้พุทธศาสนาเสื่อมหมดสิ้นไปจำเลยไม่มีความผิด
ย่อยาว
โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า จำเลย หมิ่นประมาท ใส่ความนางจันทร์ มหาทรัพย์ ผู้เสียหายต่อบุคคลที่สามด้วยการโฆษณา โดยจำเลยนำแถบบันทึกเสียงใจความว่า "ผู้เสียหายได้ลักลอบได้เสียกันหลวงพ่อชม เจ้าอาวาสวัดจอมบึง" มาเปิดให้ชาวบ้านฟัง เป็นเหตุให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 7, 8 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ประกอบมาตรา 328 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 7, 8 จำคุกสำนวนละ 6 เดือน และปรับ 1,500 บาท รวม 2 สำนวน จำคุก 1 ปี ปรับ 3,000 บาท จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จำเลยได้นำแถบบันทึกเสียงที่ผู้ชายพูดกับผู้หญิงในลักษณะของการให้สัมภาษณ์เป็นใจความว่า "ผู้เสียหายได้ลักลอบได้เสียกับพระภิกษุชมเจ้าอาวาสวัดจอมบึง ซึ่งเป็นเจ้าคณะอำเภอ มาเปิดให้นางแอ๊ด นางละออ และนางอำฟังที่บ้าน นางละออ และเปิดให้นางละม่อมกับนางเฟื้อฟสังที่บ้านนายสนองซึ่งมิได้เปิดในที่สาธารณสถานเป็นทำนองปรึกษาหารือกันว่า ควรจะเนินการอย่างใดเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ต่อพระพุทธศาสนาและหาทางขจัดความมัวหมองในพระพุทธศาสนาให้สิ้นไป จนกระทั่งจำเลยได้รับคำแนะนำจากนายลอยซึ่งเป็นครูว่า หากพระภิกษุชมกระทำผิดจริงก็ควรสึกออกไป หากไม่เป็นความจริงก็เอาผิดกับนางสาครซึ่งเป็นผู้พูดเรื่องนี้ ต่อมาหลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน นางสาครเจ้าของเสียงในแถบบันทึกเสียงไปร้องเรียนด้วยวาจาต่อศึกษาธิการอำเภอจอมบึงเกี่ยวกับฟฤติการณ์ของพระภิกษุชมไปในทำนองชู้สาว ศึกษาธิการอำเภอจอมบึงบันทึกเสนอผ่านขึ้นตอนจนกระทั่งถึงเจ้าคณะภาคฝ่ายมหานิกายจังหวัดราชบุรี เพื่อสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป ถือได้ว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาใส่ความผู้เสียหายให้ถูกดูหมิ่น เกลียดชังหรือเสียหาย แต่เป็นการกระทำในการแสดงข้อความโดยสุจริตด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) ทั้งนี้เพื่อขจัดข่าวลือในทางที่จะทำให้พุทธศาสนาเสื่อมหมดสิ้นไปจำเลยไม่มีความผิด พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2339 - 2340/2532 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงราชบุรี โจทก์ นายประเสริฐ สุทธิพงศ์ จำเลย ป.อ. , ม. 328 , ม. 329 (3)