ฎีกาที่ 10840/2557
ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น (Academic use only)
คำพิพากษาฎีกาในระบบนี้รวบรวมจาก Thai Supreme Court Corpus (TSCC) v0.1 ซึ่งอนุญาตให้ใช้เพื่อการศึกษาและวิจัยเท่านั้น ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เนื้อหาไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการและอาจคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ — ผู้ใช้ควรตรวจสอบจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ข้อเท็จจริง
ตามคำกล่าวอภิปรายของจำเลยที่พาดพิงถึงโจทก์นั้น จำเลยพูดอภิปรายไว้ตอนหนึ่งว่า "...ผมก็สงสัย ท่านประธานครับ ถามกรมสรรพสามิต ทำไมอาบอบ นวด มีความจำเป็นอย่างไร แยกเป็น 2 ประเภท ผมไม่เข้าใจ อาบอบ นวด คือ อาบอบ นวด เขาบอกว่าแยกเป็น 2 ประเภท ครับ แยกเป็น 2 ประเภท ถามว่าแยกเป็น 2 ประเภทอย่างไร เขาบอก อาบอบ นวด ประเภทหนึ่งที่มีตู้ มีอ่างอาบน้ำ อยู่ในห้องพร้อมกับห้องนวด แล้วก็มีรูปหรือสื่อ เพื่อให้ลูกค้านั้นสามารถใช้บริการเลือกผู้ให้บริการได้ ประเภทนี้เค้าบอกว่าเก็บภาษีสรรพาสามิต แต่อีกประเภทหนึ่งซึ่งผมสงสัยที่เขาบอกว่าเขายกเว้นภาษีครับ เขาบอกว่าอันนี้เพื่อสุขภาพหรือเพื่อความสวยงาม... ผมเป็นคนที่ไม่ได้เที่ยว อาบอบ นวด ท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่าอัตราเดี๋ยวนี้เขาเท่าไหร่ ถามจากคนหนุ่ม ๆ เขาบอกว่า 1,000, 2,000, 3,000 แล้วแต่สถานที่..." และกล่าวอภิปรายอีกตอนหนึ่งกล่าวหานายแพทย์สุรพงษ์ออกกฎหมายหมกเม็ดเอื้อประโยชน์แก่บริษัทโจทก์ซึ่งเป็นพวกพ้องว่า "...เม็ดแรกที่หมกไว้นะครับ... ก็คือว่าทะเบียนบริษัทเลขที่ 435/2537 เป็นบริษัทซึ่งจดทะเบียนขึ้นมา รายละเอียดวัตถุประสงค์นั้นมีทั้งหมด 25 ข้อบังคับ ข้อที่ 22 ประกอบกิจการสถานบริการอาบอบ นวด แต่ข้อที่ 24, 25 นั้น เกี่ยวกับการค้ายา ยารักษาโรค เครื่องสำอาง เครื่องใช้เสริมความงามครับ งั้นตรงนี้ผมเรียนท่านประธานว่า ตรงนี้ก็เข้าข่ายยกเว้นภาษี..." ตามคำอภิปรายของจำเลยดังกล่าวสรุปความว่า กิจการอาบอบ นวด มีอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกมีตู้ มีอ่างอาบน้ำอยู่ภายในห้องพร้อมกับห้องนวด และมีรูปหรือสื่อเพื่อให้ลูกค้านั้นสามารถใช้บริการเลือกผู้ให้บริการได้ ประเภทนี้ต้องเสียภาษีสรรพาสามิต ส่วนอีกประเภทหนึ่งเป็นการให้บริการอาบน้ำหรืออบตัวและนวดในสถานบริการเสริมความงามหรือเพื่อสุขภาพกลับได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต และจำเลยยังได้พูดอภิปรายทำนองประชดประชันอีกว่า "...แต่ปรากฏว่าพวกที่เพื่อสุขภาพหรือเสริมความงามนั้น เก็บเท่าไหร่รู้ไหมครับ โฆษณาในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หน้า 9 16,000 บาท ครับ สูตรหนึ่ง 16,000 บาท ครับ และก็มี 20,000 กว่าบาท ก็มี..." คำอภิปรายของจำเลยในส่วนนี้ทั้งหมดดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบเนื้อหาสาระโดยรวมที่จำเลยอภิปรายกล่าวหาว่านายแพทย์สุรพงษ์ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งในคณะรัฐมนตรีที่พิจารณาอนุมัติให้ออกประกาศกระทรวงการคลังเรื่องลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68) เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทโจทก์ซึ่งมีนางปราณีภริยาของนายแพทย์สุรพงษ์เป็นกรรมการผู้จัดการ ย่อมสื่อความหมายแห่งคำอภิปรายของจำเลยว่า บริษัทโจทก์ประกอบกิจการให้บริการอาบน้ำหรืออบตัวและนวดในสถานบริการเสริมความงามเพื่อสุขภาพ ซึ่งอยู่ในข่ายได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต คำอภิปรายของจำเลยหาได้ใส่ความว่าบริษัทโจทก์ประกอบกิจการอาบอบ นวด ชนิดที่มีตู้ มีอ่างอาบน้ำอยู่ในห้องพร้อมกับห้องนวด และมีรูปหรือสื่อเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการโดยเลือกผู้ให้บริการได้ ซึ่งเป็นประเภทที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตไม่ ดังนั้น แม้คำอภิปรายของจำเลยในกิจการประเภทหลังจำเลยจะพูดสื่อความหมายในทางเสื่อมเสียว่า เป็นกิจการให้บริการอาบอบ นวด ที่มีอุปกรณ์ครบภายในห้องนวด และมีรูปภาพหรือสื่อเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการโดยเลือกหญิงผู้ให้บริการนวดหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "หมอนวด" ได้ ซึ่งสอบถามจากหนุ่ม ๆ แล้วมีอัตราค่าบริการ 1,000, 2,000 หรือ 3,000 บาท แล้วแต่สถานที่ อันเป็นการพูดอภิปรายในทำนองว่าเป็นกิจการที่เสื่อมเสียในลักษณะอาจเป็นสถานการค้าประเวณีให้แก่หนุ่ม ๆ ก็ตาม แต่เมื่อคำอภิปรายของจำเลยได้พูดบ่งชี้ชัดเจนว่า กิจการให้บริการอาบน้ำหรืออบตัวและนวดของบริษัทโจทก์เป็นกิจการที่อยู่ในสถานบริการเสริมความงามหรือเพื่อสุขภาพที่นายแพทย์สุรพงษ์กับคณะรัฐมนตรีได้ร่วมกันออกกฎหมายหมกเม็ดเอื้อประโยชน์ต่อโจทก์ให้เข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตตามประกาศกระทรวงการคลังเรื่องลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68) ย่อมเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าจำเลยมิได้ใส่ความว่าบริษัทโจทก์ประกอบกิจการอาบอบ นวด ชนิดที่ เสื่อมเสีย ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนซึ่งไม่เข้าข่ายได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตตามประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าว
คำวินิจฉัย
การกระทำของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้องและตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง