ฎีกาที่ 941-942/2501
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 29
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ถ้าผู้ใดไม่นำทรัพย์ที่ต้องริบมาส่งต่อศาล ท่านให้ศาลตีราคาทรัพย์นั้นไว้ตามที่เห็นสมควร แลให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ยึดทรัพย์สมบัติของผู้นั้นใช้ราคาจงเต็ม หรือมิฉนั้นสั่งให้จำคุกแทนราคานั้...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 30
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
เมื่อผู้ใดแสดงความอาฆาฏมาดร้ายแก่ผู้อื่นก็ดี หรือเมื่อศาลพิจารณาเห็นเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ใดจะก่อการร้ายให้เกิดภยันตรายแก่ผู้อื่นก็ดี หรือเมื่อปรากฏแก่ศาลว่าผู้ใดเป็นคนจรจัด ไม่มีที...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 63
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ในคดีที่บุคคลตั้งแต่สองขึ้นไปกระทำความผิดอย่างเดียวกัน ท่านให้ถือว่าบรรดาผู้ที่ได้ลงมือกระทำความผิดนั้น เป็นตัวการ แลอาจลงอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นแก่มันทุกคน เหม...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 64
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ด้วยอุบายอย่างใดใด เช่นว่าจ้างวาน หรือบังคับขู่เข็ญขืนใจ ให้ผู้อื่นกระทำความผิดเป็นต้น ท่านว่ามันผู้ใช้นั้นต้องรวางโทษฐานเป็นตัวการ
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 65
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดกระทำการอุดหนุนแก่ผู้กระทำผิดด้วยประการหนึ่งประการใด ดังจะกล่าวต่อไปในมาตรานี้ คือว่า (1) ช่วยหาช่องโอกาศ หรือให้กำลังพาหนะหรือให้ความรู้ อันเป็นอุปการะแก่การที่กระทำผิดนั้นก็...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 70
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง แลการที่กระทำนั้น เป็นการละเมิดกฎหมายหลายบทด้วยกัน ท่านให้ใช้บทกฎหมายที่อาญาหนักลงโทษแก่มัน
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 71
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
เมื่อศาลพิจารณาเห็นว่าผู้ใด มีความผิดหลายกะทง ในคำพิพากษาอันเดียวกัน ศาลจะพิพากษาลงโทษตามกะทงความผิดทุกกะทงก็ได้ แต่เมื่อรวมโทษทุกกะทงเข้าด้วยกัน ถ้าจะต้องจำคุก อย่าจำให้เกินยี่สิบ...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 118
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดเอาความอย่างใดใด ที่มันรู้อยู่ว่าเป็นความเท็จและอาจจะทำให้ผู้อื่น หรือสาธารณชนเสียหายได้นั้น มาแจ้งแก่เจ้าพนักงาน ท่านว่ามันมีความผิด ต้องรวางโทษานุโทษเป็นสามสถาน คือ สถานหนึ่...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 155
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดได้สาบาล หรือปฏิญาณตัวที่จะให้ถ้อยคำ ในการพิจารณาคดีใดใดแล้ว ถ้าแลมันเอาความที่มันรู้อยู่ว่าเป็นความเท็จมาเบิกในข้อสำคัญแต่อย่างหนึ่งอย่างใดในคดีนั้น ท่านว่ามันมีความผิดฐานเบิ...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 157
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดก่อเหตุให้เกิดให้มีขึ้นด้วยประการใดใดก็ดี หรือทำบาญชี หรือจดลงในจดหมายแลหนังสือเอกสารใดใดก็ดี ที่อาจจะพึงใช้เปนลักซิพยาน ในข้อสำคัญแห่งการพิจารณาคดีอันใด โดยมันรู้อยู่ว่า เหตุ...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 158
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดแกล้งเอาความที่มันรู้อยู่ว่าเป็นความเท็จไปร้องเรียน หรือฟ้องกล่าวโทษผู้อื่นไซ้ ท่านว่ามันมีความผิด ต้องรวางโทษจำคุกตั้งแต่เดือนหนึ่งขึ้นไปจนถึงสองปี แลให้ปรับตั้งแต่ยี่สิบบาทข...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 224
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดปลอมหนังสือ โดยตั้งใจจะให้เป็นหนังสือสำคัญก็ดี หรือเป็นหนังสือราชการก็ดี ท่านว่ามันมีความผิด ต้องรวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปจนถึงห้าปี แลให้ปรับตั้งแต่สองร้อยบาทขึ้นไปจนถ...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 227
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดกระทำการอันอาจจะให้เกิดเสียหายแก่สาธารณชน หรือแก่บุคคลผู้หนึ่งผู้ใด โดยเหตุที่มันเอาหนังสือ ซึ่งมันรู้อยู่ว่าเป็นของผู้อื่นเขาปลอม อย่างว่ามาในมาตรา 223 มาตรา 224 แลมาตรา 225...
ย่อสั้น
จำเลยยื่นคำร้องขัดทรัพย์อันเป็นเท็จต่อศาล ไม่เป็นผิดตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 158 เพราะการฟ้องเท็จที่จะเป็นผิดตามมาตรานี้ ต้องเป็นการกล่าวโทษผู้อื่นในคดีอาญา เมื่อโจทก์ตั้งใจฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 158 แล้ว ศาลจะลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา118 ไม่ได้ เพราะไม่ตรงกับที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์สืบสมตามฟ้อง เป็นแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดไป ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม วรรคสี่ เมื่อศาลได้พิจารณาคดีทั้งสองรวมกันและให้รวมกระทงลงโทษจำเลยแล้ว ก็เป็นอันนับโทษจำเลยทั้ง 2 คดีต่อเนื่องกันไม่ได้
ย่อยาว
คดีแรกโจทก์ฟ้องว่า 1. จำเลยร่วมกันทำปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายยาง 2 ฉบับ โดยตั้งใจจะใช้เป็นหนังสือสำคัญและเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีของศาลโดยรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นทางให้เสียความสัตย์จริงในคดี 2. จำเลยที่ 1 ได้ปลอมบัญชีของห้างหุ้นส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับหนังสือสัญญาปลอมดังกล่าวในข้อ 1. 3. จำเลยสมคบกันให้จำเลยที่ 2, 3 กับทนายความอ้างอิงและใช้หนังสือสัญญาและบัญชีปลอม เป็นพยานต่อศาลในคดีร้องขัดทรัพย์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นพยานหลักฐานเท็จ อันอาจเป็นเหตุให้เสียความสัตย์จริงในคดี ขอให้ลงโทษตาม กฎหมายลักษณะอาญามาตรา 224, 227, 157, 155, 63, 64, 65, 70, 71 และ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. 2477 (ฉบับที่ 3) มาตรา 4 จำเลยปฏิเสธ ศาลจังหวัดภูเก็ตวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ว่านายตันเซ่งเงี๊ยบไม่ได้เป็นหุ้นส่วนด้วย ในฐานะส่วนตัวนายตันเซ่งเงี๊ยบไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะเป็นการกระทำต่อทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วน จึงให้ยกฟ้อง คดีที่ 2 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามสมคบกันทำคำร้องขัดทรัพย์อันเป็นเท็จ ยื่นต่อศาลขอให้สั่งถอนการยึดทรัพย์ โดยทุจริตคิดจะกีดกันเอายางที่เจ้าพนักงานศาลยึดไว้ ไปเสียจากอำนาจศาล เพื่อ ฉ้อโกง ห้างหุ้นส่วนและผู้เป็นหุ้นส่วน และเบิกความเท็จขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 158, 155, 63, 65, 70, 71 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ.2477 (ฉบับที่ 3) มาตรา 4 และขอให้สั่งนับโทษต่อจากคดีแรก จำเลยปฏิเสธ และตัดฟ้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่ใช่ผู้เสียหาย ศาลจังหวัดภูเก็ตพิจารณาฟ้องของโจทก์ในคดีที่ 2 แล้ว เห็นว่าคำร้องขัดทรัพย์แม้จะเป็นเท็จก็ไม่เป็นฟ้องเท็จ เพราะการที่จะเป็นฟ้องเท็จตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 158 นั้นจะต้องเป็นการร้องเรียนหรือกล่าวโทษผู้อื่นว่าเขากระทำความผิดทางอาญาโจทก์ในส่วนตัวหรือในฐานะรับมอบอำนาจ ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จึงพิพากษายกฟ้อง โดยไม่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงเรื่องเบิกความเท็จต่อไป โจทก์อุทธรณ์ทั้ง 2 สำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 ฎีกา แล้วโจทก์ขอถอนฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 4 ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยคำพิพากษาฎีกาที่ 41,42/2493 ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาเรื่องอำนาจของทนายนั้น ได้ความว่าโจทก์มอบอำนาจให้ทนายความอุทธรณ์ฎีกาได้พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เฉพาะจำเลยที่ 1, 2, 3 และ 5 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5ศาลอนุญาตคงพิจารณาแต่เฉพาะจำเลยที่ 1, 2, 3 ทั้งสองสำนวน ก่อนศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ โจทก์ขอแก้ฟ้อง ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาโจทก์อุทธรณ์ไม่ได้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง และศาลจะเห็นสมควรสั่งอนุญาตหรือไม่เพียงไรนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163, 164 สำหรับกรณีนี้จะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24, 227, 228 มาบังคับดังโจทก์ฎีกาหาได้ไม่พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 575/2494 ในตอนต่อมา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีทั้งสองนี้รวมกันแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาทั้งในปัญหาข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง โดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีนี้ อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาฟังว่า หนังสือสัญญาซื้อขายยางระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาปลอม ซึ่งได้คิดทำขึ้นโดยไม่เป็นความจริงเพื่อเป็นหลักฐานประกอบข้ออ้างในการที่จำเลยที่ 2 ร้องขัดทรัพย์ต่อศาลและบัญชีซื้อขายยางก็เป็นบัญชีปลอม และถูกนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในศาลโดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นพยานหลักฐานเท็จ จำเลยที่ 1-2 จึงผิดตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 224, 227, 157, 155, 63 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญาพ.ศ. 2477 (ฉบับที่ 3) มาตรา 4 ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การฟ้องเท็จที่จะมีผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 158 นั้น ต้องเป็นการกล่าวโทษผู้อื่นในคดีอาญาในคดีนี้ จำเลยเป็นแต่สมคบกันยื่นคำร้องขัดทรัพย์เท็จเท่านั้นการกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นผิดตามมาตรา 158 ที่โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องให้ลงโทษจำเลยตาม มาตรา 118 ฐานแจ้งความเท็จอีกฐานหนึ่งนั้นศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลล่างทั้งสองไม่เห็นสมควรให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเป็นการชอบแล้ว เพราะถ้าจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ตามคำขอ ก็ต้องให้โอกาสจำเลยยื่นคำให้การแก้ฟ้องเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะทำให้คดีชักช้าไปโดยไม่สมควร อนึ่งเมื่อโจทก์ตั้งใจฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จตาม มาตรา 158 เช่นนี้แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า จะลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 118 ไม่ได้ เพราะไม่ตรงกับที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลย และไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์สืบสมตามฟ้องแล้ว เป็นแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดไป จึงเป็นกรณีต้องห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรค 3-4 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพียงรับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าได้ร่วมทำผิดกับจำเลยที่ 1-2 ด้วย จึงลงโทษจำเลยที่ 3 ไม่ได้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้รวมกระทงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะตาม กฎหมายลักษณะอาญามาตรา 224, 227, 155, 157,63 และ 71 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2477 มาตรา 4 มีกำหนดคนละ 1 ปี ปรับคนละ 2000 บาทถ้าไม่เสียค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยในคดีที่ 2 ต่อจากโทษในคดีที่ 1 นั้น เมื่อศาลได้พิจารณาคดีทั้งสองรวมกันและให้รวมกระทงลงโทษจำเลยแล้วก็เป็นอันนับโทษจำเลยทั้ง 2 คดี ต่อเนื่องกันไม่ได้ให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้ และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 941 - 942/2501 นายตันเซ่งเงี๊ยบ แซ่ตัน ในฐานะส่วนตัว และ โจทก์ รับมอบอำนาจจากนายเอี๋ยวซุยต้อง แซ่เอี๋ยว โจทก์ นายตันเฉ่งหลี่ แซ่ตัน กับพวก จำเลย กฎหมายลักษณะอาญา ม. 158 , ม. 118 ป.อ. ม. 175 , ม. 137 , ม. 172 , ม. 22 ป.วิ.อ. ม. 192 , ม. 186 , ม. 187 ป.วิ.พ. ม. 288