ฎีกาที่ 8218/2540
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 29
พ.ศ. 2534 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 29 ผู้ใดมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านใด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นอยู่และมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่นั้น
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 (ยกเลิก) มาตรา 4
พ.ศ. 2519 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 4 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช 2477 พระราชบัญญัติโทรเลขและโทรศัพท์ พุทธศักราช 2477 และบรรดากฎและข้อบังคับที่ได้ออกตามพระราชบัญญัตินั้นในส่วนที่ว่าด้วยการไปรษณีย์และการโทร...
ย่อสั้น
ตามสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 144 ถนนราชเสียงแสน ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านตั้งแต่ปี 2509 ตลอดมา ซึ่งตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 29ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าโจทก์อยู่และมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่นั้นแต่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานข้างต้นได้กลับปรากฎว่าโจทก์ยอมรับว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ส่งไปที่บ้านภรรยาเดิมของโจทก์ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อโจทก์เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์จึงทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ กรณีถือว่าบ้านดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ ดังนั้น ถึงแม้จะรับฟังว่า โจทก์มีที่อยู่และที่ทำงานที่บ้านเลขที่ 542/94ถึง 97 ถนนรัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจตุจักรกรุงเทพมหานคร อีกแห่งหนึ่งก็ดี ต้องถือว่าโจทก์มีถิ่นที่อยู่2 แห่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 ดังนั้นบ้านเลขที่ 144 ดังกล่าวจึงเป็นภูมิลำเนาแห่งหนึ่งของโจทก์ตามกฎหมาย การที่จะเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการดังที่โจทก์อ้าง โจทก์จะต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งว่าเลือกเอาบ้านเลขที่ 542/94 ถึง97 เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 42 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่ปรากฎว่าโจทก์แสดงเจตนาชัดแจ้งเช่นที่กล่าว จึงถือไม่ได้ว่าบ้านเลขที่ 542/94 ถึง 97เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการของโจทก์ อีกทั้งปรากฎตามคำรับรองตอนท้ายคำอุทธรณ์รายนี้ของโจทก์มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าอุทธรณ์ฉบับนี้ โจทก์อยู่บ้านเลขที่ 144 ถนนราชเชียงแสนตำบลหายยา อำเภอเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้เรียงและโจทก์ผู้อุทธรณ์ก็ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง ผู้พิมพ์ไว้อีกด้วย ดังนี้ เมื่อมีการส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไปถึงโจทก์ตามภูมิลำเนาที่บ้านเลขที่ 144 จึงเป็นการส่งไปยังผู้อุทธรณ์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 แห่ง ประมวลรัษฎากรแล้ว การส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในคดีนี้เป็นการส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ กรณีต้องบังคับตามไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2534 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 และ มาตรา 4แห่งพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 ซึ่งใช้บังคับขณะพิพาทกันในคดีนี้ โดยข้อ 572 กำหนดว่า "สิ่งของส่งทางไปรษณีย์อาจนำจ่ายให้แก่ผู้รับหรือผู้แทนของผู้รับก็ได้" ข้อ 573 กำหนดว่า "ในกรณีนำจ่าย ณ ที่อยู่ของผู้รับกสท. ถือว่าบุคคลต่อไปนี้เป็นผู้แทนของผู้รับ คือ 573.1บุคคลซึ่งอยู่ในบ้านเรือนเดียวกันกับผู้รับ เช่น พ่อ แม่พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ลูก หลาน ผู้อาศัย คนรับใช้เป็นต้น" เท่านั้น หาได้กำหนดอายุผู้แทนของผู้รับไว้ไม่เมื่อจำเลยได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และผู้แทนของผู้รับซึ่งอยู่ในบ้านโจทก์รับไว้เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535 กรณีเช่นนี้ตามไปรษณีย์นิเทศฉบับดังกล่าว ข้อ 575 ให้ถือว่าได้นำจ่ายให้แก่ผู้รับแล้วนับแต่วันเวลาที่นำจ่าย จึงถือว่าโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์รายนี้ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2535 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2536 จึงพ้นกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์อันขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประจำปี 2527 และ 2528 และการประเมิน ภาษี การค้าสำหรับเดือนธันวาคม 2527 และเดือนมกราคมถึงเมษายน 2528 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับให้งดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2527 ถึง 2528 จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนดระยะเวลา 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ภาษี ได้ตรวจสอบการเสีย ภาษี ของโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินได้แจ้งการประเมินเรียกเก็บ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดารวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มประจำปี 2527 และ 2528 เป็นเงิน 5,877,786.96บาท และ 2,678,407.50 บาท กับ ภาษี การค้าประจำเดือนธันวาคม 2527 และเดือนมกราคมถึงเมษายน 2528 เป็นเงิน660,898 บาท และ 363,648 บาท ต่อโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลด ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดากับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มประจำปี 2527 และ 2528คงเรียกเก็บเป็นเงินรวม 5,807,001.75 บาท และ 2,595,607.50บาท ส่วน ภาษี การค้าประจำเดือนธันวาคม 2527 และเดือนมกราคมถึงเมษายน 2528 ให้ยกอุทธรณ์โดยส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปถึงโจทก์ตามทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 144 ถนนราชเชียงแสน ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่และมีผู้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2535 ตามสำเนาทะเบียนบ้านและใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 8 และ 10 ครั้นวันที่ 25มกราคม 2536 โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้ โดยโจทก์นำสืบอ้างว่าภูมิลำเนาของโจทก์อยู่ที่บ้านเลขที่ 542/94 ถึง 97 ถนนรัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และโจทก์เพิ่งเดินทางไปบ้านดังกล่าวที่จังหวัดเชียงใหม่จึงทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์รายนี้เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2535ซึ่งศาล ภาษี อากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะยื่นฟ้องพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์เป็นประการแรกว่า การส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เป็นไปโดยมิชอบ เพราะมิได้จัดส่งไปยังภูมิลำเนาของโจทก์นั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 บัญญัติว่า"คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์" และ มาตรา 8 บัญญัติว่า "หมายเรียกหนังสือแจ้งให้เสีย ภาษี อากรหรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานของบุคคลนั้น "กับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37บัญญัติว่า "ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ "และมาตรา 38 บัญญัติว่า"ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไปหรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่งให้ถือเอาแห่ง"ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไปหรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่งให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 10โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านในบ้านเลขที่ 144 ถนนราชเชียงแสนตำบลหายยา อำเภอเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2509ตลอดมาตามหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบทะเบียนบ้านฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2536 เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 9 ซึ่งตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 29 บัญญัติว่า "ผู้ใดมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านใด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นอยู่และมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่นั้น" แต่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานข้างต้นได้ กลับปรากฎว่าโจทก์ยอมรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ส่งไปยังที่บ้านภรรยาเดิมของโจทก์ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อโจทก์เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่โจทก์จึงทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ กรณีถือว่าบ้านดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ ดังนั้น ถึงแม้จะรับฟังว่า โจทก์มีที่อยู่และที่ทำงานที่บ้านเลขที่ 542/94 ถึง 97 ถนนรัชดาภิเษกแขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร อีกแห่งหนึ่งก็ดีต้องถือว่าโจทก์มีถิ่นที่อยู่ 2 แห่ง ฉะนั้น บ้านเลขที่ 144ดังกล่าวแล้วจึงเป็นภูมิลำเนาแห่งหนึ่งของโจทก์ตามกฎหมายที่โจทก์อุทธรณ์ว่า บ้านเลขที่ 542/94 ถึง 97 เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการของโจทก์นั้น เห็นว่า การที่จะเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการดังที่โจทก์อ้าง โจทก์จะต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งว่าการเลือกเอาบ้านเลขที่ 542/94 ถึง 97 เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 42 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่ปรากฎว่าโจทก์แสดงเจตนาชัดแจ้งเช่นที่กล่าวจึงถือไม่ได้ว่าบ้านเลขที่ 542/94 ถึง 97 เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการของโจทก์ อีกทั้งปรากฎตามคำรับรองตอนท้ายคำอุทธรณ์รายนี้ของโจทก์มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า อุทธรณ์ฉบับนี้ ข้าพเจ้านายสมพงษ์ บุญศรี อยู่บ้านเลขที่ 144 ถนนราชเชียงแสนตำบลหายยา อำเภอเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้เรียงและโจทก์ผู้อุทธรณ์ก็ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง ผู้พิมพ์ไว้อีกด้วย ตามภาพถ่ายคำอุทธรณ์เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข14 ดังนี้ เมื่อมีการส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไปถึงโจทก์ตามภูมิลำเนาที่บ้านเลขที่ 144 จึงเป็นการส่งไปยังผู้อุทธรณ์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากรแล้วที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ข้างต้นไม่ได้ความว่าส่งให้แก่ผู้ใด ใครเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับหนังสือดังกล่าวและผู้รับบรรลุนิติภาวะแล้วหรือไม่ เห็นว่าจำเลยมีนายสม กันทาพนักงานไปรษณีย์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าพยานเป็นผู้นำจ่าย(ส่งมอบ) ให้แก่ผู้ใหญ่ในบ้านดังกล่าวลงลายมือชื่อรับไว้แทนตามใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 8 ประกอบกับโจทก์รับว่าโจทก์เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์รายนี้เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2535 แสดงว่าผู้รับต้องอยู่ในบ้านดังกล่าวดังที่นายสม เบิกความจริงข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคนในบ้านของโจทก์เป็นผู้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์รายนี้ส่วนที่โจทก์อ้างว่าผู้รับบรรลุนิติภาวะหรือไม่นั้น เห็นว่า การส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในคดีนี้เป็นการส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ กรณีต้องบังคับตามไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2534 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการสื่อสาร พ.ศ. 2519 ซึ่งใช้บังคับขณะพิพาทกันในคดีนี้ โดยข้อ 572 กำหนดว่า "สิ่งของส่งทางไปรษณีย์อาจนำจ่ายให้แก่ผู้รับหรือผู้แทนของผู้รับก็ได้"ข้อ 573 กำหนดว่า "ในกรณีนำจ่าย ณ ที่อยู่ของผู้รับ กสท.ถือว่าบุคคลต่อไปนี้เป็นผู้แทนของผู้รับ คือ 573.1 บุคคลซึ่งอยู่ในบ้านเรือนเดียวกันกับผู้รับ เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลุงป้า น้า อา ลูก หลาน ผู้อาศัย คนรับใช้ เป็นต้น" เท่านั้นหาได้กำหนดอายุผู้แทนของผู้รับไว้ไม่ เมื่อจำเลยได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และผู้แทนของผู้รับซึ่งอยู่ในบ้านโจทก์รับไว้เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ตามใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 8กรณีเช่นนี้ตามไปรษณีย์นิเทศฉบับดังกล่าว ข้อ 575 ให้ถือว่าได้นำจ่ายให้แก่ผู้รับแล้วนับแต่วันเวลาที่นำจ่าย จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์รายนี้ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2535 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2536จึงพ้นกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์อันขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8218/2540 นายสม พงษ์ บุญศ รี โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.พ.พ. ม. 38 , ม. 42 ป.รัษฎากร ม. 34 พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ม. 29 พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม. 22 พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ม. 4 ไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2534 ข้อ 572 , ข้อ 573 , ข้อ 573.1 , ข้อ 575