ฎีกาที่ 1831/2497
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 6
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
(1) คำว่า กระทำ นั้น ท่านให้ถือว่าไม่หมายความแต่เฉภาะการที่บุคคลกระทำ ให้หมายความได้ตลอดถึงการละเว้นการ ซึ่งกฎหมายกำชับให้กระทำ แลผลแห่งการที่ละเว้นนั้นด้วย (2) ผู้ใดกระทำการอันใด...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 203
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ถ้าผู้ใดกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดดังว่าต่อไปในมาตรานี้ คือ (1) ปลอมเงินตรา หรือแปลงเงินตราก็ดี (2) เอาเงินตรา ซึ่งมันรู้อยู่ว่าเป็นของปลอมหรือของแปลงนั้น เข้ามาในพระราชอาณาจักร...
ย่อสั้น
ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ที่จะนำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลย แต่ความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 203(3) นั้นแยกเป็นสองฐาน คือฐานจำหน่ายธนบัตรปลอมโดยรู้และฐานมีไว้เพื่อจำหน่าย ความผิดฐานแรกโจทก์ต้องนำสืบถึงการจำหน่ายด้วย ความผิดฐานหลังนำสืบแต่เพียงว่ามีไว้เพื่อจะจำหน่ายก็เป็นความผิดได้แล้ว การจะวินิจฉัยว่ามีธนบัตรปลอมไว้เพื่อจะจำหน่ายหรือเพื่ออย่างใดนั้นต้องประมวลพฤติการณ์ทั้งหลายที่ปรากฏในสำนวนประกอบแล้ววินิจฉัยเป็นเรื่องๆ ไป พฤติการณ์ที่จำเลยแสดงตนเป็นพระภิกษุแต่ใบสุทธิเป็นที่สงสัย ทำตนเป็นคนหากินทางขายเครื่องรางในวัด เจ้าอาวาสในวัดห้ามไม่ฟัง มีธนบัตรปลอมชนิดฉบับละ 100 บาท7 ฉบับในตัว ห่อไว้ต่างหากแยกจากห่อธนบัตรดี ดังนี้เป็นการเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอมและมีไว้เพื่อจำหน่าย
ย่อยาว
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีธนบัตรปลอมชนิดราคาใบละ 100 บาท7 ฉบับ โดยรู้อยู่ว่าเป็นธนบัตรปลอมไว้ใน กรรมสิทธิ์ ความครอบครองเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามมาตรา 203(3), 207, 209 จำเลยปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 203(3) แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 6 พ.ศ. 2475 ให้ลงโทษ จำคุกมีกำหนด 10 ปี ของกลางริบ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยมีไว้เพื่อจะจำหน่ายหรือเพื่อจะกระทำอย่างไรต่อไป โจทก์นำสืบไม่ได้ทั้งพฤติการณ์อันใดที่จะทำให้สันนิษฐานได้ว่าจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายแล้วก็ลงโทษจำเลยไม่ได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์ ของกลางริบ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยความเห็นศาลอุทธรณ์ว่าในคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลย แต่โดยเฉพาะความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 203(3) นี้ จำแนกความผิดออกเป็นสองฐานคือฐานจำหน่ายธนบัตรปลอมโดยรู้ กับฐานมีธนบัตรดังกล่าวนั้นไว้เพื่อจะจำหน่าย ความผิดฐานแรกโจทก์จำเป็นต้องนำสืบถึงการจำหน่ายด้วย ความผิดฐานหลังนำสืบเพียงว่ามีไว้เพื่อจำหน่ายก็เป็นความผิดได้แล้ว การมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อจะจำหน่ายหรือจะทำอะไรนั้นยากที่คนภายนอกจะรู้ถึงจิตใจและความนึกคิดของบุคคลผู้นั้นโดยถ่องแท้ได้ นอกจากจะประมวลพฤติการณ์ทั้งหลายที่ปรากฏในท้องสำนวนประกอบกันเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้จำเลยแสดงตนเป็นพระภิกษุ แต่ใบสุทธิประจำตัวบกพร่องเป็นที่น่าสงสัย ได้ทำตนเป็นคนหากินทางขายพระเครื่องรางในวัดเจ้าอาวาสในวัดนั้นห้ามแล้วไม่เชื่อ จำเลยมีธนบัตรปลอมชนิดฉบับละ 100 บาทถึง 7 ฉบับในตัว ห่อไว้ต่างหากแยกคนละห่อกับธนบัตรดีพาเข้าไปในงานและพยายามจะทำการค้าขายพระด้วยดังนี้เห็นว่าเป็นการเพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่า จำเลยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอมและมีไว้เพื่อจะจำหน่าย เมื่อจำเลยสืบหักล้างไม่ได้ก็ต้องมีผิด พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1831/2497 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายบุญอยู่ หรือชูเกียรติ บรรลุโสดา จำเลย กฎหมายลักษณะอาญา ม. 203 (3) ป.วิ.อ. ม. 185 , ม. 227