มาตรา 137
มาตรา 137 แม้ คาสั่ง แต่ง ตั้ง คณะกรรมการสอบสวนจะมิ ได้ กาหนดให้ส อบสวนในความผิด วิ นัย อย่ า งร้ า ยแรง แต่ผลการสอบสวนปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการสั่งการ ตามผลการสอบสวนโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือดำเนินการสอบสวนใหม่ แต่ทั้ งนี้ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะ ระบุหรือไม่ระบุพยานก็ได้ และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย มาตรา 120 หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเกี่ยวกับการสืบสวน การสอบสวน และ การดาเนิน การตามมาตรา 117 มาตรา 119 มาตรา 126 วรรคหนึ่ง และมาตรา 127
วรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.ตร. ในการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจตามมาตรา 118 มาตรา 124 หรือมาตรา 125 ให้ พิ จารณาสั่ง การให้ แล้ว เสร็จ ภายในหกสิบ วัน นับ แต่ วัน ได้ รับ สานวนที่ค รบถ้ว นสมบูร ณ์ เว้น แต่ มี เหตุ จาเป็น อัน ไม่ อาจหลีก เลี่ย งได้ ก็ ให้ข ออนุ มั ติ ต่อ ผู้ บัง คับ บัญ ชาเหนือ ขึ้น ไปตามมาตรา 105 เพื่อขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินสามสิบวัน ในการนี้ หากยัง พิจารณาไม่แล้ว เสร็จ ให้ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปนั้นพิจารณาสั่งการแทนภายในสามสิบวันนับแต่ วันครบกำหนดเวลาดังกล่าว พร้อมทั้งให้สั่งลงโทษทางวินัยแก่ผู้บังคับบัญชาผู้นั้นโดยไม่ต้องดำเนินการ สืบสวนหรือสอบสวน ในกรณีที่เป็น ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎก.ตร. จะดำเนินการทางวิ นัย โดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้ ในระหว่างการสอบสวน จะนาเหตุแห่งการถูกสอบสวนมาเป็นข้ออ้างในการดำเนินการใด ให้ กระทบต่อสิทธิของผู้ถูกสอบสวนไม่ได้ เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจาก ราชการไว้ก่อนตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวน มาตรา 121 ในการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจ หากเรื่องที่ข้าราชการตำรวจ ถูกกล่าวหาเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐอยู่ด้วย ก็ไม่เป็นเหตุให้ต้องชะลอการดำเนินการทางวินัย และให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยและลงโทษ ทางวินัยต่อไปได้โดยไม่ต้องรอผลการชี้มูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้รับสานวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐว่ากรณีมีมูลความผิด ทางวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจผู้นั้นตามที่คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐได้มีมติ โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และหากการกระทำผิดวินัยดังกล่าวเป็นกรณีที่มีการฟ้อง เป็นคดีอาญาด้วยในฐานความผิดเดียวกัน แล้วต่อมาศาลได้มีคาพิพากษาถึงที่สุดว่าการกระทำของจาเลย ไม่เป็นความผิดอาญาหรือจาเลยมิได้กระทำความผิด ให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้น เพื่อพิจารณาทบทวนการลงโทษทางวินัยที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยนาคาพิพากษาดังกล่าวมาประกอบ การพิจารณาด้วย หากผลการพิจารณาสอดคล้องกับผลของคาพิพากษา ก็ให้แก้ไขคาสั่ งให้ถูกต้องและ มีคำสั่งให้รับข้าราชการตำรวจผู้นั้นกลับเข้ารับราชการ แต่ถ้าผู้นั้นพ้นจากราชการไปก่อนแล้ว ก็ให้ เยียวยาชดเชยตามความเป็นธรรมแก่กรณี มาตรา 122 ในการดาเนิน การทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า คดีมีมูลเหตุแห่งความผิดทางอาญาและได้มีการดำเนินคดีอาญาด้วย ไม่เป็นเหตุให้ต้องชะลอการดำเนินการ ทางวินัย แม้ว่าจะเป็นการดำเนินคดีอาญาในเรื่องเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกันก็ตาม ในกรณีที่ได้มีการดำเนินการลงโทษทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจไปแล้ว และต่อมาศาลได้มี คาพิ พากษาถึง ที่ สุด แตกต่ า งไปจากผลการดาเนิน การทางวิ นัย หากผลของคาพิ พากษาว่ า จาเลย กระทำความผิด และการลงโทษทางวินัยที่ได้ดำเนินการไปแล้วเบากว่าผลของคาพิพากษา ให้ผู้บังคับบัญชา พิจารณาทบทวนการลงโทษทางวินัยใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับผลของคาพิพากษาดังกล่าว โดยให้นา คาพิพากษานั้นมาพิจารณาเพื่อสั่งลงโทษ แต่หากเป็นกรณีที่ได้มีการลงโทษทางวินัยโดยสั่งปลดออกหรือ ไล่ออก แล้วศาลได้มีคาพิพากษาถึงที่สุดว่าการกระทำของจาเลยไม่เป็นความผิดอาญาหรือจาเลยมิได้ กระทำความผิด ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาทบทวนการดำเนินการทางวินัยที่ได้ดาเนิ นการไปแล้วใหม่ โดยนาคาพิพากษาดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย หากผลการพิจารณาสอดคล้องกับผลของ คาพิพากษา ก็ให้แก้ไขคำสั่งให้ถูกต้อง และมีคำสั่งให้รับข้าราชการตำรวจผู้นั้นกลับเข้ารับราชการ แต่ถ้าผู้นั้นพ้นจากราชการไปก่อนแล้ว ก็ให้เยียวยาชดเชยตามความเป็นธรรมแก่กรณี มาตรา 123 เมื่อมีเหตุจำเป็นจะต้องกักตัวข้าราชการตำรวจซึ่งถูกกล่าวหาไว้เพื่อประโยชน์ ในการสอบสวน เช่น จะหลบหนีหรือจะไปทาร้ายหรือข่มขู่ผู้เสียหายหรือพยาน ให้ผู้บังคับบัญชา มีอำนาจกักตัวข้าราชการตำรวจนั้นระหว่างดำเนินการสอบสวนได้เท่าที่จำเป็นแก่ การสอบสวน แต่ต้อง ไม่เกินอำนาจลงโทษกักขังของผู้สั่งกักตัวและต้องไม่เกินสิบห้าวัน ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่งถูกลงโทษกักยามหรือกักขัง ให้หักจำนวนวันที่ถูกกักตัว ออกจากระยะเวลากักยามหรือกักขังด้วย และในกรณีที่ถูกลงโทษทัณฑกรรม ให้ถือว่าการถูกกักตัว เป็นการรับโทษสำหรับความผิดนั้นแล้ว มาตรา 124 ข้ า ราชการตารวจผู้ ใดกระทาผิด วิ นัย อย่ า งไม่ ร้ า ยแรง ให้ ผู้ บัง คับ บัญ ชา สั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษทัณฑกรรม ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผู้กระทำผิดวินัยควรได้รับโทษสูงกว่าที่ตนมีอำนาจสั่งลงโทษ ให้รายงาน ต่อผู้บังคับบัญชาของตนที่มีอำนาจเพื่อให้พิจารณาดำเนินการเพื่อลงโทษตามควรแก่กรณี ในกรณีก ระทาผิด วินัย เล็ก น้อ ยและมี เหตุอัน ควรงดโทษ จะงดโทษให้ โดยให้ทาทั ณฑ์บน เป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้ การลงโทษตามมาตรานี้ ผู้บังคับบัญชาจะมีอำนาจสั่งลงโทษผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในสถานโทษ และอัตราโทษได้เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.ตร. มาตรา 125 ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 สั่ งลงโทษปลดออกหรื อไล่ ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ ามี เหตุ อันควรลดหย่ อนจะนำมาประกอบ การพิจารณาลงโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษต่ากว่าปลดออก การพิจารณาสั่งลงโทษของผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 (2) (3) และ (4) ให้ผู้มีอำนาจ ดังกล่าวตั้งคณะกรรมการเพื่อเสนอแนะว่าจะลงโทษในสถานใด โดยคณะกรรมการดังกล่าวอย่างน้อย ต้อ งประกอบด้ว ยรองหัว หน้ า หน่ว ยงานนั้น ทุกคน ตามหลัก เกณฑ์ ที่ กาหนดในกฎก.ตร. และ ต้องพิจารณาเสนอแนะภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสานวนการสอบสวนจากผู้บังคับบัญชา ให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตามวรรคสอง แล้วรายงานให้ก.ตร. ทราบ ผู้ ถูก ลงโทษปลดออกตามมาตรานี้ ให้ มี สิท ธิ ได้ รับ บาเหน็จ บานาญเสมื อนว่า ผู้ นั้ นลาออก จากราชการ มาตรา 126 เมื่อ ผู้ บัง คับ บัญ ชาได้ ดาเนิน การทางวิ นัย แก่ ข้ า ราชการตารวจผู้ ใดแล้ว ให้ รายงานการดาเนิน การทางวิ นัย ต่อ ผู้ บัง คับ บัญ ชาที่ มี ตาแหน่ง เหนือ ผู้ ดาเนิน การทางวิ นัย และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาที่ได้รับรายงานตามวรรคหนึ่งเห็นว่าการยุติเรื่อง การงดโทษ หรือ การลงโทษ เป็นการไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ก็ให้มีอำนาจสั่งลงโทษ เพิ่มโทษเป็นสถานโทษหรือ อัต ราโทษที่ห นัก ขึ้น ลดโทษลงเป็น สถานโทษหรือ อัต ราโทษที่ เบาลง งดโทษโดยให้ ทาทัณ ฑ์บน เป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือน หรือยกโทษให้ถูกต้องหรือเหมาะสมตามควรแก่กรณี ตลอดจนแก้ไข เปลี่ย นแปลงข้อความในคาสั่ งเดิมให้ ถูกต้อ งเหมาะสมได้ด้วย และในกรณี ที่เห็นว่าควรดำเนินการ อย่างใดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาให้ได้ความจริงและยุติธรรม ก็ให้มีอำนาจดำเนินการหรือ สั่งดำเนินการได้ตามควรแก่กรณี โดยการสั่งลงโทษหรือเพิ่มโทษเป็นสถานโทษที่หนักขึ้น ต้องไม่เกิน อำนาจของตนตามมาตรา 124 และการเพิ่มอัตราโทษเมื่อรวมกับอัตราโทษเดิมต้องไม่เกินอำนาจนั้นด้วย ถ้าเกิน อำนาจของตน ก็ให้ รายงานต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นตามลาดับเพื่อให้พิจารณาดำเนินการ ตามควรแก่กรณี ทั้งนี้ ถ้าเห็นว่าการจะสั่งลงโทษหรือเพิ่มโทษนั้นกรณีเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้รายงานต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อให้พิจารณาดำเนินการ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษตามมาตรา 124 สั่งยุติเรื่อง หรือสั่งงดโทษข้าราชการตำรวจ ผู้ ใดไปแล้ว แต่ ผู้ บัญชาการตำรวจแห่ งชาติเห็น ว่ากรณีเป็นการกระทำผิด วินัย อย่า งร้า ยแรง หรือ เมื่อได้รับรายงานที่ผู้บังคับบัญชาตามวรรคสองเห็นว่ากรณีเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่ งชาติมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 119 แต่ถ้าเป็นกรณีที่ได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 119 ไว้แล้ว ก็ให้ดำเนินการตามมาตรา 125 เมื่อมีกรณีเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ให้ผู้สั่งมีคำสั่งใหม่ และในคำสั่งดังกล่าว ให้สั่งยกเลิกคำสั่งลงโทษเดิมด้วย พร้อมทั้งระบุวิธีการดำเนินการให้ผู้ถูกลงโทษตามคำสั่งเดิมรับโทษ ที่เพิ่มขึ้นหรือกลับคืนสู่ฐานะเดิม แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎก.ตร. มาตรา 127 เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงหรือสั่ งให้ข้าราชการ ตำรวจออกจากราชการในเรื่องใดไปแล้ว ให้รายงานก.ตร. เพื่อทราบ แต่ในกรณีที่ก.ตร. มีเหตุ อัน สมควรก.ตร. จะสั่ง เปลี่ย นแปลงแก้ ไขการดาเนิน การหรือ คาสั่ง ของผู้ บัง คับ บัญ ชา หรือ ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดให้ถูกต้องก็ได้ การรายงานตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก.ตร. กำหนด มาตรา 128 ให้ผู้สืบสวนและกรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และให้กรรมการสอบสวนมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของกรรมการสอบสวน และโดยเฉพาะให้มีอำนาจเรียกให้กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคาหรือชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งผู้แทนหรือบุคคลในสังกัด มาชี้แจงหรือให้ถ้อยคาเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน มาตรา 129 ข้ า ราชการตารวจผู้ ใดซึ่ง ออกจากราชการอัน มิ ใช่ เพราะเหตุ ตาย มีก รณี ถูกกล่าวหาเป็นหนังสือก่อนออกจากราชการว่า ขณะรับราชการได้กระทำหรือละเว้นกระทำการใด อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ถ้าเป็นการกล่าวหาต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือต่อผู้มีหน้าที่ สืบ สวนสอบสวนหรือ ตรวจสอบตามกฎหมายหรื อระเบี ยบของทางราชการ หรือ เป็ นการกล่าวหา ของผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือมีกรณีถูกฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาคดีอาญาก่อนออกจากราชการว่า ในขณะรับราชการได้กระทำความผิดอาญาอันมิใช่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทที่ไม่เกี่ยวกับ ราชการหรือความผิดลหุโทษ ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีอำนาจดำเนินการสอบสวนหรือพิจารณา ดำเนินการทางวินัย และสั่งลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ต่อไปได้เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ แต่ต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกล่าวหาหรือฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาคดีอาญา หลังจากที่ ข้าราชการตำรวจผู้ใดออกจากราชการแล้ว ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีอำนาจดำเนินการสอบสวน หรือพิจารณาดำเนินการทางวินัย และสั่ งลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ต่อไปได้เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ ออกจากราชการ โดยต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ และ ต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ สำหรับกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ตามมาตรา 120 วรรคสาม จะต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ ในกรณีที่ศาลปกครองมีคาพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ หรือก.พ.ค.ตร. มีมติ ให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เพราะเหตุกระบวนการดำเนินการทางวินัยไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยดำเนินการทางวินัยให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่ มีคาพิพากษาถึงที่สุดหรือมีคาวินิจฉัยของก.พ.ค.ตร. แล้วแต่กรณี การดำเนินการทางวินัยตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ถ้าผลการสอบสวนพิจารณา ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ก็ให้งดโทษ มาตรา 130 ในกรณี ที่ค ณะกรรมการป้อ งกัน และปราบปรามการทุจ ริต แห่ง ชาติห รือ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ในภาครัฐมีมติชี้มู ลความผิด ข้าราชการตำรวจผู้ ใด ซึ่งออกจากราชการแล้ว การดาเนิน การทางวินัยและสั่งลงโทษแก่ข้าราชการตำรวจผู้นั้นให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริตหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แล้วแต่กรณี การดาเนิ นการทางวินัยตามวรรคหนึ่ง หากปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ก็ให้งดโทษ มาตรา 131 ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้ง กรรมการสอบสวน หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่เป็นความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 หรือ ผู้บังคับบัญชาอื่น ตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. มีอำนาจสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผล การสอบสวนพิจารณาทางวินั ยได้ แต่ถ้าภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัยว่าผู้นั้น มิได้กระทำผิดหรือกระทำผิดไม่ถึงกับถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจาก ราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่ง ในระดับเดียวกันที่ผู้นั้นมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น เมื่อได้มีการสั่งให้ข้าราชการตำรวจผู้ใดพักราชการหรือออกจากราชการไว้ก่อนตามวรรคหนึ่งแล้ว หากภายหลังปรากฏว่าผู้นั้นมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีอื่นอีก ผู้มีอำนาจ ตามมาตรา 105 หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. มีอำนาจดำเนินการสืบสวน หรือพิจารณาตามมาตรา 117 และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 119 ตลอดจน ดำเนินการทางวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ต่อไปได้ ในกรณีที่ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการหรือได้รับคำสั่ง ให้ ออกจากราชการด้วยเหตุใด ๆ ที่มิใช่เป็นการลงโทษ ให้ผู้นั้นมีสถานภาพเป็นข้าราช การตำรวจ ตลอดระยะเวลาระหว่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เมื่อมีการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจซึ่งถูกสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการ ไว้ก่อนแล้วเสร็จ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 สั่งลงโทษตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควร ลดหย่อน จะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ และให้มีคำสั่งลงโทษย้อนหลังไปถึงวันที่ถูกสั่ง พักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เงินเดือน เงินอื่นที่จ่ายเป็นรายเดือน และเงินช่วยเหลืออย่างอื่น และการจ่ายเงินดังกล่าวของ ผู้ถูกสั่งพักราชการและผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยการนั้น หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสั่งพักราชการ การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระยะเวลา ให้พักราชการและให้ออกจากราชการไว้ก่อน และการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามผลการสอบสวน พิจารณา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.ตร. ให้นาความในมาตรา 129 มาใช้บังคับแก่ข้าราชการตำรวจซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามมาตรานี้ด้วยโดยอนุโลม แต่ระยะเวลาให้นับแต่วันที่พ้นจากราชการด้วยเหตุอื่นที่มิใช่เหตุการสั่งให้ ออกจากราชการไว้ก่อน มาตรา 132 ข้าราชการตำรวจซึ่งโอนมาตามมาตรา 94 (1) ผู้ใดมีกรณีกระทำผิดวินัย อยู่ก่อนวันโอนมาบรรจุ ให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการตำรวจผู้นั้นดำเนินการทางวินัยตามหมวดนี้ โดยอนุโลม แต่ถ้าเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการสืบสวนหรือพิจารณา หรือสอบสวนของผู้บังคับบัญชาเดิม ก่อ นวัน โอน ก็ ให้ สืบ สวนหรือ พิ จารณาหรือ สอบสวนต่อ ไปจนเสร็จ แล้ว ส่ง เรื่อ งให้ ผู้ บัง คับ บัญชา ของข้าราชการตำรวจผู้นั้นพิจารณาดำเนินการต่อไปตามหมวดนี้โดยอนุโลม แต่ทั้งนี้ ในการสั่งลงโทษ ทางวินัยให้พิจารณาตามความผิดและการลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการหรือระเบียบ บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นที่โอนมานั้น แล้วแต่กรณี หมวด 8 การออกจากราชการ มาตรา 133 ข้าราชการตำรวจออกจากราชการเมื่อ
(1) ตาย
(2) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการ
(3) ได้รับอนุญาตให้ลาออกหรือการลาออกมีผลตามมาตรา 135
(4) ถูกสั่งให้ออกตามมาตรา 75 มาตรา 131 มาตรา 134 มาตรา 136 มาตรา 137