มาตรา 150
(5) ออกกฎก.พ.ค.ตร. ระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้กฎก.พ.ค.ตร. เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
(6) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจ ของก.พ.ค.ตร. ในการปฏิบัติหน้าที่ตาม (2) และ (3) ก.พ.ค.ตร. ต้องพิจารณาและวินิจฉัยด้วยตนเอง จะมอบหมายให้บุคคลหรือคณะบุคคลใดเป็นผู้พิจารณาหรือวินิจฉัยแทนมิได้ สำหรับการปฏิบัติหน้าที่อื่น ตามวรรคหนึ่งก.พ.ค.ตร. อาจแต่งตั้งคณะบุคคลหรือมอบหมายให้บุคคลใดเพื่อศึกษาหรือพิจารณา เสนอแนะต่อก.พ.ค.ตร. เพื่อพิจารณาและมีมติต่อไปได้ คาวิ นิจ ฉัย ของก.พ.ค.ตร. ตาม (3) ถ้ า เป็น การวินิจ ฉัย ว่ากฎก.ตร. ขัด หรื อแย้งกับ พระราชบัญญัตินี้ ให้คาวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด มาตรา 41 ให้กรรมการก.พ.ค.ตร. ได้รับเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทน อย่างอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา และให้มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ในการประชุมปรึกษาหารือเพื่อวินิจฉัยหรือเพื่อดำเนินการอย่างใดในหน้าที่ ให้ประธานและ กรรมการก.พ.ค.ตร. เลขานุ การ และผู้ ช่ วยเลขานุการได้รับ เบี้ย ประชุม ตามที่ก.ตร. กาหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง มาตรา 42 การประชุมของก.พ.ค.ตร. ให้เป็นไปตามระเบียบที่ก.พ.ค.ตร. กำหนด ลักษณะ 6 คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ มาตรา 43 ให้มีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ร.ตร.” มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ของประชาชนจากการกระทำหรือไม่กระทำการของข้าราชการตำรวจอันมิชอบ หรือการประพฤติปฏิบัติ ไม่เหมาะสมและเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำรวจ กระทำผิดวินัย หรือละเมิดประมวลจริย ธรรมและ จรรยาบรรณของตำรวจ ประกอบด้วย ประธานก.ร.ตร. และกรรมการก.ร.ตร. ซึ่งนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งจากบุคคล ดังต่อไปนี้
(1) ผู้ ซึ่ง ผู้ต รวจการแผ่น ดิน และกรรมการสิ ทธิม นุษยชนแห่งชาติป ระชุ มร่วมกันคัด เลือก จำนวนหนึ่งคน
(2) ผู้ซึ่งเคยรับราชการในตำแหน่งตั้งแต่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือเทียบเท่าขึ้นไป และได้รับ คัดเลือกจากคณะกรรมการข้าราชการตุลาการ จำนวนหนึ่งคน
(3) ผู้ซึ่งเคยรับราชการในตำแหน่งตั้งแต่อัยการพิเศษฝ่ายหรือเทียบเท่าขึ้นไป และได้รับ คัดเลือกจากคณะกรรมการอัยการ จำนวนหนึ่งคน
(4) ผู้ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจในตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าขึ้นไป จำนวนสามคน ซึ่งก.ตร. คัดเลือกจากบุคคลและตามวิธีการที่กำหนดในมาตรา 44
(5) ทนายความซึ่งประกอบอาชีพทนายความมาแล้วไม่น้อยกว่ายี่สิบปี ซึ่งสภาทนายความ คัดเลือกจำนวนหนึ่งคน
(6) ผู้แทนระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวนสองคน ซึ่งที่ประชุมในระดับชาติ ของสภาองค์กรชุมชนตำบลคัดเลือก โดยอย่างน้อยต้องเป็นสตรีจำนวนหนึ่งคน ให้จเรตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการก.ร.ตร. และให้ก.ร.ตร. มีอำนาจแต่งตั้ง ข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ากว่าผู้บังคับการหรือเทียบเท่าในสำนักงานจเรตำรวจ จำนวน ไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการก.ร.ตร. เมื่อได้กรรมการก.ร.ตร. ไม่น้อยกว่าเจ็ดคนแล้ว ให้กรรมการประชุมคัดเลือกกรรมการ ตาม (1) (2) (3) หรือ (4) คนหนึ่งเป็นประธานก.ร.ตร. ในการประชุมดังกล่าว ต้องมีกรรมการ มาประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดคน ในระหว่างที่มีกรรมการก.ร.ตร. ยังไม่ครบจำนวนดังกล่าว ให้ถือว่าก.ร.ตร. ประกอบด้วยจำนวนเท่าที่มีอยู่ไปพลางก่อน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศรายชื่อก.ร.ตร. ในราชกิจจานุเบกษา กรรมการตาม (1) (2) (3) และ (4) ต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา มาตรา 44 ในการคัด เลื อกกรรมการก.ร.ตร. ตามมาตรา 43 (4) ให้ ดาเนินการ ดังต่อไปนี้
(1) ให้ก.ตร. คัดเลือกจากผู้ได้รับเลือกให้เป็นก.ตร. ตามมาตรา 22 (4) (ก) โดยให้ ถามความสมัครใจของผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงตามลาดับคะแนนที่ได้รับเลือกตามมาตรา 26 (4) จนกว่าจะได้ครบจำนวน
(2) ในกรณี ที่ มี ผู้ส มัค รใจไม่ค รบจานวนที่ จะต้อ งคัด เลือก ให้ คัด เลือ กจากผู้ส มัค รใจ จากบัญชีสารองตามมาตรา 26 เรียงตามลาดับคะแนนที่ได้รับเลือกจนกว่าจะได้ครบจำนวน
(3) เมื่อกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิผู้ใดได้รับเลือกให้เป็นกรรมการก.ร.ตร. แล้ว ให้พ้นจากตำแหน่งก.ตร. และให้แต่งตั้งผู้ได้รับคะแนนถัดไปจากบัญชีสารองตามมาตรา 26 (4) เป็นก.ตร. แทน
(4) ในกรณีที่ก.ตร. คัดเลือกบุคคลจากบั ญชีสารองตาม (3) ให้ผู้นั้นพ้นจากบัญชีสารอง ตามมาตรา 26 มาตรา 45 กรรมการก.ร.ตร. ต้อ งมี อายุ ไม่ ต่ ากว่ า สี่ สิบ ปี และไม่ เกิน เจ็ด สิบ ปี ในวัน ได้รับเลือก มีสุขภาพแข็งแรง มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และต้องมีคุณสมบัติและ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง (4) (5) (6) (7) (8) (9) และ (10) มาตรา 46 กรรมการก.ร.ตร. มีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียง วาระเดียว ให้ กรรมการก.ร.ตร. ซึ่งพ้น จากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่ากรรมการก.ร.ตร. ซึ่งได้รับเลือกใหม่เข้ารับหน้าที่ ให้นาความในมาตรา 31 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับแก่การประชุมก.ร.ตร. โดยอนุโลม และให้ก.ร.ตร. มีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการประชุมและการลงมติของก.ร.ตร. มาตรา 47 ให้ก รรมการก.ร.ตร. ซึ่ง ปฏิ บั ติ หน้า ที่ เต็ม เวลาได้รับ เงิน ประจาตาแหน่ง ประโยชน์ตอบแทน และค่าใช้จ่ายในการเดินทางเช่นเดียวกับกรรมการก.พ.ค.ตร. ส่วนกรรมการก.ร.ตร. อื่น ให้ได้รับตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา มาตรา 48 ในการปฏิ บั ติห น้ า ที่ และการใช้ อานาจของก.ร.ตร. ก.ร.ตร. จะมีม ติ ให้กรรมการก.ร.ตร. คนหนึ่งหรือหลายคนปฏิบัติหน้าที่แทนก.ร.ตร. ก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ก.ร.ตร. กำหนด มาตรา 49 เพื่อ ประโยชน์ ในการปฏิ บั ติห น้ า ที่ของก.ร.ตร. ให้จ เรตารวจแห่ง ชาติ จัดให้ข้าราชการตำรวจในสำนักงานจเรตำรวจมาปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือก.ร.ตร. ตามที่ก.ร.ตร. มอบหมาย ทั้งนี้ ตามจำนวนและระดับตำแหน่งตามที่ก.ร.ตร. กำหนด ในการพิ จารณาความดีความชอบเพื่อ เลื่ อนเงินเดือนของข้า ราชการตำรวจตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามมติของก.ร.ตร. แต่มติของก.ร.ตร. ต้องสอดคล้องกับวงเงินที่ได้รับ การจัดสรร มาตรา 50 ผู้ใดไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำหรือไม่กระทำการของข้าราชการตำรวจ อัน มิชอบ หรือ พบเห็น ข้า ราชการตำรวจประพฤติ ปฏิ บั ติไม่เหมาะสมและเสื่ อมเสีย แก่ เกีย รติศักดิ์ ของตำรวจ กระทำผิด วินัย หรือละเมิด ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ ให้มีสิทธิ ร้องเรียนต่อก.ร.ตร. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก.ร.ตร. กำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าว ต้องไม่มีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นและไม่เป็นการสร้างภาระแก่ประชาชนเกินสมควร มาตรา 51 เมื่อความปรากฏต่อก.ร.ตร. ไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้ร้องเรียนหรือไม่ ว่า ข้ า ราชการตารวจผู้ ใดกระทาการหรือ ไม่ก ระทาการอัน มิชอบ หรือ มีค วามประพฤติห รือ ปฏิ บั ติ ไม่เหมาะสมและเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำรวจ กระทำผิดวินัย หรือละเมิดประมวลจริยธรรมและ จรรยาบรรณของตำรวจ ให้ก.ร.ตร. มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริง โดยก.ร.ตร. จะดำเนินการไต่สวนเอง หรือ มอบหมายให้ ข้ าราชการตำรวจในสานั กงานจเรตารวจดำเนิน การแสวงหาข้อเท็จ จริงเบื้องต้น เพื่อรายงานต่อก.ร.ตร. ตามประเด็นที่ก.ร.ตร. กำหนด หรือในกรณีที่เห็นว่ามิใช่เรื่องที่ก่อให้เกิด ความเดือดร้อนแก่ประชาชนโดยตรง จะส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยแล้วรายงานผลให้ก.ร.ตร. ทราบก็ได้ ในกรณีที่ก.ร.ตร. พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีไม่มีมูลให้สั่งยุติเรื่อง แต่ถ้าก.ร.ตร. วินิจฉัยว่า กรณีเป็นการกระทำผิดวินัย ให้ก.ร.ตร. ส่งสานวนการพิจารณาและคาวินิจฉัยพร้อมพยานหลักฐาน ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจเพื่อพิจารณาโทษโดยเร็วต่อไป โดยผู้บังคับบัญชาไม่ต้องดำเนินการสืบสวนหรือ สอบสวนอีก เว้น แต่ผู้บังคับบัญชามีพยานหลักฐานใหม่ที่แสดงได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้มีการกระทำ ความผิด ตามที่ กล่ าวหาหรือ กระทำความผิด ในฐานความผิด ที่ แตกต่า งจากที่ ถู กกล่ า วหา จะขอให้ก.ร.ตร. พิจารณาทบทวนก็ได้ โดยทาเป็นหนังสือพร้อมทั้งส่งพยานหลักฐานให้ก.ร.ตร. ภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสานวนจากก.ร.ตร. แต่หากกรณีใดมีลักษณะเป็นการทุจริต ให้ก.ร.ตร. ส่ง สานวนพร้อ มพยานหลัก ฐานให้ค ณะกรรมการป้อ งกัน และปราบปรามการทุจ ริต แห่ง ชาติห รือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ แล้วแต่กรณี โดยในกรณีที่ก.ร.ตร. มีคาวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยก.ร.ตร. จะสั่งให้ผู้บังคับบัญชา ของผู้ ถู กกล่า วหาดาเนิน การทางวิ นัย โดยไม่ต้อ งรอผลการพิ จารณาของคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐก็ได้ และ ในกรณี ที่ เห็น ว่า เป็น การสมควรเพื่อ ระงับ ความเดือ ดร้อ นของประชาชนหรือ ป้ องกัน ความเสี ยหาย ต่อราชการ จะให้ผู้บังคับบัญชาสั่งพักราชการผู้นั้นไว้ก่อนก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ และอำนาจสั่งพักราชการไว้จนกว่าการดำเนินการทางวินัยจะแล้วเสร็จ โดยให้ถือว่าการสั่งพักราชการ ดังกล่าวเป็นการสั่งพักราชการตามมาตรา 131 การไต่สวนและการพิจารณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก.ร.ตร. กำหนด ซึ่งอย่างน้อย ต้องมีมาตรการในการรักษาความลับเกี่ยวกับผู้ร้องเรียนหรือกล่าวโทษ มาตรการในการดำเนินการ ให้เกิดความรวดเร็ว และการรับฟังคาชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาด้วย ในกรณี ที่ ผู้ บัง คับ บัญ ชาผู้ ใดไม่ป ฏิ บั ติ ตามวรรคสองโดยไม่ มี เหตุ อัน สมควร ให้ ถือ ว่ า เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ในกรณีที่ก.ร.ตร. พิจารณาแล้วเห็นว่าแม้กรณีจะไม่มีมูลเพราะเป็นการปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติของก.ตร. แต่ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติก.ตร. นั้น ไม่เป็นไปตามหลักการบริหาร กิจ การบ้ า นเมือ งที่ ดี ให้ก.ร.ตร. เสนอแนะไปยัง คณะรัฐ มนตรีก.ตร. หรือ หน่ว ยงานอื่น ใด ที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติก.ตร. นั้นใหม่ได้ มาตรา 52 ในการไต่สวนข้อเท็จจริง ให้ก.ร.ตร. มีอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) เรียกผู้ร้องเรียน ผู้ถูกร้องเรียน เจ้าหน้าที่่ หรือบุคคลอื่นใด มาชี้แจงหรือแสดงความเห็น หรือ ส่ง เอกสารและหลัก ฐานที่ เกี่ย วข้อ งประกอบการพิ จารณา โดยให้ นาความในมาตรา 128 มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
(2) แจ้งผู้บังคับบัญชาของข้าราชการตำรวจที่ถูกร้องเรียนเพื่อพิจารณาสั่งให้ข้าราชการตำรวจ ผู้นั้นไปปฏิบัติหน้าที่อื่นเป็นการชั่วคราวระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง ให้ข้าราชการตำรวจที่ก.ร.ตร. มอบหมายตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง มีอำนาจตาม (1) ด้วย แต่กรณีตาม (2) ให้เสนอก.ร.ตร. เพื่อพิจารณา ในการดาเนิน การตาม (1) ในส่ว นที่เกี่ย วกับ ผู้ร้ องเรีย นและพยาน ผู้ เรีย กต้องคำนึงถึง ความปลอดภัยของผู้ร้องเรียนและพยาน และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือภาระเกินสมควร เพื่อการนี้ก.ร.ตร. จะกำหนดให้ มีมาตรการในการคุ้มครองผู้ร้องเรียนและพยานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก.ร.ตร. กำหนด หรือในกรณีที่เห็นสมควรจะมอบหมายให้สำนักงานคุ้มครองพยาน กระทรวงยุติธรรม ดำเนินการเพื่อคุ้มครองพยานให้ก็ได้ และเพื่อการนี้ ให้ถือว่าผู้ร้องเรียนและพยานตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นพยานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา ให้ก.ร.ตร. กำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยอัตราและวิธีการจ่ายค่าเดินทาง ค่าเช่าที่พัก และ ค่าตอบแทนพยาน กรณีที่จำเป็นต้องให้พยานมาให้ถ้อยคาเพิ่มเติมต่อหน้าก.ร.ตร. หลักเกณฑ์ดังกล่าว ให้ใช้ได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังและประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 53 ให้สำนักงานจเรตำรวจทำหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการ ช่วยเหลือ และสนับสนุน การปฏิบัติหน้าที่ของก.ร.ตร. และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ก.ร.ตร. มอบหมาย ลักษณะ 7 ยศตำรวจและชั้นข้าราชการตำรวจ มาตรา 54 ยศตำรวจมีตามลาดับ ดังต่อไปนี้ พลตำรวจเอก พลตำรวจโท พลตำรวจตรี พันตำรวจเอก พันตำรวจโท พันตำรวจตรี ร้อยตำรวจเอก ร้อยตำรวจโท ร้อยตำรวจตรี ดาบตำรวจ จ่าสิบตำรวจ สิบตำรวจเอก สิบตำรวจโท สิบตำรวจตรี ว่ า ที่ย ศใดให้ ถือ เสมือ นมีย ศนั้น ถ้ า ผู้ ซึ่ง มีย ศตารวจเป็น หญิง ให้ เติม คาว่ า “หญิง ” ท้ายยศตำรวจนั้นด้วย มาตรา 55 ชั้นข้าราชการตำรวจ มีดังต่อไปนี้
(1) ชั้นสัญญาบัตร ได้แก่ ผู้มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
(2) ชั้นประทวน ได้แก่ ผู้มียศสิบตำรวจตรี สิบตำรวจโท สิบตำรวจเอก จ่าสิบตำรวจ และ ดาบตำรวจ
(3) ชั้นพลตำรวจ ได้แก่ พลตำรวจสารอง พลตำรวจสารอง คือ ผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ โดยได้รับการคัดเลือกหรือ สอบแข่งขันเข้ารับการศึกษาอบรมในสถานศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาตรา 56 การแต่ง ตั้ง ยศตำรวจชั้น สั ญญาบัตร ให้ เป็น ไปตามหลั กเกณฑ์ และวิ ธีการ ที่กำหนดในกฎก.ตร. และให้ทาโดยประกาศพระบรมราชโองการ การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นกรณีพิเศษ อาจกระทำได้โดยประกาศพระบรมราชโองการ ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จะแต่งตั้ง ว่าที่ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นการชั่วคราวก็ได้ โดยให้ผู้มีอำนาจดังต่อไปนี้ เป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
(1) ตั้งแต่ว่าที่ยศพลตำรวจตรีขึ้นไป ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
(2) ตั้งแต่ว่าที่ยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าว่าที่ยศพันตำรวจเอก ให้ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง มาตรา 57 การแต่ง ตั้ง ยศตารวจชั้น ประทวน ให้ ผู้ บัญ ชาการตารวจแห่ง ชาติห รือ ผู้บังคับบัญชำระดับผู้บังคับการขึ้นไปซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎก.ตร. การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นประทวนเป็นกรณีพิเศษ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็น ผู้สั่งแต่งตั้ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎก.ตร. มาตรา 58 การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้เป็นไปตามระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ทาโดยประกาศพระบรมราชโองการ มาตรา 59 การให้ออกจากว่าที่ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร หรือการถอดหรือการออกจาก ยศตำรวจชั้นประทวน ให้ผู้มีอำนาจสั่งตามมาตรา 56 วรรคสาม หรือมาตรา 57 แล้วแต่กรณี สั่งได้ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลักษณะ 8 ระเบียบข้าราชการตำรวจ หมวด 1 การจัดระเบียบราชการข้าราชการตำรวจ มาตรา 60 การจัดระเบียบข้าราชการตำรวจตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คำนึงถึงระบบคุณธรรม ดังต่อไปนี้
(1) การรับบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และประโยชน์ของทางราชการ
(2) การบริหารทรัพยากรบุคคล ต้องคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กรและ ลักษณะของงาน โดยไม่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม
(3) การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่ง และการให้ประโยชน์อื่นแก่ข้าราชการ ตำรวจต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรม โดยพิจารณาจากอาวุโส ผลงาน ศักยภาพ และความประพฤติ ประกอบกัน และจะนาความคิดเห็นทางการเมืองหรือสังกัดพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได้
(4) การดำเนินการทางวินัยต้องเป็นไปด้วยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ
(5) การบริหารทรัพยากรบุคคลต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง หมวด 2 ตำแหน่งและการกำหนดตำแหน่ง มาตรา 61 ตำแหน่งข้าราชการตำรวจมี 5 กลุ่มสายงาน ดังต่อไปนี้
(1) กลุ่มสายงานบริหาร
(2) กลุ่มสายงานอานวยการและสนับสนุน
(3) กลุ่ม สายงานสืบ สวนสอบสวน ได้ แก่ สายงานสืบ สวนสอบสวน สายงานสืบ สวน และสายงานอื่นที่ก.ตร. กำหนด
(4) กลุ่ม สายงานป้อ งกัน ปราบปราม ได้ แก่ สายงานป้อ งกัน ปราบปรามอาชญากรรม และสายงานอื่นที่ก.ตร. กำหนด
(5) กลุ่มสายงานวิชาชีพเฉพาะ กลุ่มสายงานใดจะมีสายงานใด และตำแหน่งใดอยู่ในสายงานใด ให้เป็นไปตามที่ก.ตร. กำหนด ซึ่งต้องไม่ขัดหรือแย้งกับการแบ่งกลุ่มสายงานตามวรรคหนึ่ง มาตรา 62 ตำแหน่งข้าราชการตำรวจประเภทที่มียศมีดังต่อไปนี้
(1) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(2) รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและจเรตำรวจแห่งชาติ
(3) ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและรองจเรตำรวจแห่งชาติ
(4) ผู้บัญชาการและจเรตำรวจ
(5) รองผู้บัญชาการและรองจเรตำรวจ
(6) ผู้บังคับการ
(7) รองผู้บังคับการ
(8) ผู้กำกับการ
(9) รองผู้กำกับการและสารวัตรใหญ่
(10) สารวัตร
(11) รองสารวัตร
(12) ผู้บังคับหมู่
(13) รองผู้บังคับหมู่ก.ตร. จะกำหนดให้มีตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นโดยจะให้มีชื่อตำแหน่งใดเทียบกับตำแหน่ง ตามวรรคหนึ่งก็ได้ โดยให้กำหนดไว้ในกฎก.ตร. เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานในกลุ่มสายงานสืบสวนสอบสวน นอกจากตำแหน่งข้าราชการ ตำรวจตามวรรคหนึ่ง ให้ก.ตร. กำหนดตำแหน่งรองสารวัตรในสถานีตำรวจหรือส่วนราชการระดับ กองกำกับการอื่นที่ปฏิบัติงานด้านการสืบสวนสอบสวนตามจำนวนที่เห็นสมควร เป็นตำแหน่งควบ ที่สามารถปรับระดับเพิ่มลดได้ในตัวเองสูงขึ้นถึงระดับรองผู้กำกับการ และให้กำหนดตำแหน่งผู้กำกับการ ในกองบัง คับ การตารวจนครบาล ตารวจภูธ รจัง หวัด หรือ ส่ว นราชการระดับ กองบัง คับ การอื่น ที่ ปฏิบัติงานด้านการสืบสวนสอบสวนตามจำนวนที่เห็นสมควร เป็นตำแหน่งควบที่สามารถปรับระดับ เพิ่มลดได้ในตัวเองสูงขึ้นถึงระดับรองผู้บังคับการ มาตรา 63 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) รับ ผิด ชอบควบคุม ราชการประจาในสานัก งานตารวจแห่ง ชาติ กาหนดแนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และลาดับความสำคัญของแผนการปฏิบัติ ราชการประจำปีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการ ที่นายกรัฐมนตรีและก.ต.ช. กำหนด รวมทั้งกำกับ เร่งรัด ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติราชการ ของส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
(2) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(3) เป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(4) วางระเบียบหรือทาคำสั่งเฉพาะเรื่องไว้ให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติการเกี่ยวกับการใช้ อำนาจหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่น ระเบียบหรือ คำสั่งดังกล่าวจะขัดหรือแย้งกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือพระราชบัญญัตินี้มิได้
(5) รับ ผิด ชอบในการกากับ ดู แลให้ การแต่ง ตั้ง และโยกย้ า ยข้ า ราชการตารวจเป็น ไป ตามพระราชบัญญัตินี้และกฎก.ตร. โดยเคร่งครัด
(6) ดูแลให้หน่วยงานทุกหน่วยโดยเฉพาะสถานีตำรวจ กองบังคับการตำรวจนครบาล และ ตำรวจภูธรจังหวัด มีกำลังพล งบประมาณ อุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็น ตามมาตรฐานที่ก.ตร. กำหนดตามมาตรา 23 (3) มาตรา 64 ให้มีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ ผู้ช่วยผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ หรือรองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจ และรับผิดชอบใน การปฏิบัติราชการรองจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดหรือมอบหมาย มาตรา 65 ในกองบัญชาการหนึ่ง ให้มีผู้บัญชาการคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ ตารวจและรับ ผิด ชอบการปฏิ บั ติ ราชการของส่ว นราชการนั้น และจะให้ มีร องผู้ บัญ ชาการเป็น ผู้ บัง คับ บัญ ชาข้ า ราชการตารวจและรับ ผิด ชอบในการปฏิ บั ติ ราชการรองจากผู้ บัญ ชาการตามที่ ผู้บัญชาการมอบหมายด้วยก็ได้ ความในวรรคหนึ่ง ให้ ใช้ บัง คับ แก่ ส่ว นราชการที่ เรีย กชื่อ อย่ า งอื่น และมี ฐานะเทีย บเท่ า กองบัญ ชาการด้ว ยโดยอนุ โลม รวมทั้ง ให้ หัว หน้ า ส่ว นราชการดัง กล่ า วมีห น้ า ที่ และอานาจ และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้บัญชาการด้วย มาตรา 66 ผู้บัญชาการมีหน้าที่และอำนาจ และความรับผิดชอบ ดังต่อไปนี้
(1) บริหารราชการของกองบัญชาการให้เป็นไปตามกฎหมายกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และ ประกาศของทางราชการก.ต.ช. ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(2) ควบคุมและกำกับดูแลบุคลากร การบริหารงบประมาณ การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพ ย์ สิน อื่น ของกองบัญ ชาการ ให้ เป็น ไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อ บัง คับ และประกาศ ของทางราชการก.ต.ช. ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(3) หน้าที่และอำนาจของกองบัญชาการตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
(4) พิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจตำแหน่งตั้งแต่รองผู้บังคับการลงมา
(5) พิจารณาและสั่งเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจระดับส.6 ลงมา ที่ไม่อยู่ในอำนาจ ของผู้บังคับการตามมาตรา 68 (7) ทั้งนี้ การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจระดับส.6 ให้กระทำได้ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากก.ตร. แล้ว
(6) เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติในราชการทั่วไปของกองบัญชาการ
(7) รายงานผลการปฏิบัติงานพร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรคต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทุกสี่เดือน หรือตามระยะเวลาที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด
(8) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของทางราชการก.ต.ช. ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในกรณี ที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด หรือมติคณะรัฐมนตรี ในเรื่องใด กำหนดให้ การดาเนิน การใดเป็น อำนาจของอธิบดีหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ผู้บัญชาการ มีอำนาจเช่นว่านั้นในฐานะเป็นอธิบดีหรือแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ ในกองบัญชาการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ก.ต.ช. กำหนด มาตรา 67 ในกองบังคับการหนึ่ง ให้มีผู้บังคับการคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ ตำรวจและรับผิด ชอบในการปฏิบัติราชการของกองบังคับการนั้น และจะให้มีรองผู้บังคับการเป็น ผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการรองจากผู้บังคับการตามที่ผู้บังคับการ มอบหมาย ความในวรรคหนึ่ง ให้ ใช้ บัง คับ แก่ ส่ว นราชการที่ เรีย กชื่อ อย่ า งอื่น และมี ฐานะเทีย บเท่ า กองบัง คับ การด้ว ยโดยอนุ โลม รวมทั้ง ให้ หัว หน้ า ส่ว นราชการดัง กล่ า วมีห น้ า ที่ และอานาจ และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้บังคับการด้วย มาตรา 68 ผู้บังคับการมีหน้าที่และอำนาจ และความรับผิดชอบ ดังต่อไปนี้
(1) บริหารราชการของกองบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และ ประกาศของทางราชการก.ต.ช. ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(2) หน้าที่และอำนาจของกองบังคับการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(3) ควบคุมและกำกับดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของ กองบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของทางราชการก.ต.ช. ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(4) เสนอแนะการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบังคับการและสถานีตำรวจ ที่อยู่ในเขตอำนาจ ตั้งแต่ระดับผู้กำกับการลงมาต่อผู้บัญชาการที่เป็นผู้บังคับบัญชา
(5) สั่งให้ข้าราชการตำรวจตั้งแต่ระดับผู้กำกับการลงมาไปช่วยราชการในส่วนราชการอื่นที่อยู่ ในสังกัดตามความจำเป็นเป็นการชั่วคราวไม่เกินหกเดือน ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของ ทางราชการจะสั่งให้ไปช่วยราชการเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปีก็ได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาก่อน
(6) เสนอแนะและให้ ความเห็ นในการพิ จารณาความดีความชอบเพื่ อการเลื่อนเงินเดือน ข้าราชการตำรวจระดับส.5 และส.4 ในสังกัด
(7) พิ จารณาและสั่ง เลื่อ นเงิน เดือ นข้ า ราชการตารวจระดับส. 3 ลงมาในสัง กัด ในการพิจารณาดังกล่าวสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่รองผู้กำกับการลงมา ต้องรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นด้วย
(8) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของทางราชการก.ต.ช. ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน้ า ที่ และอานาจของผู้ บัง คั บการตำรวจภูธ รจั งหวัด ในการกากับ ดู แลการปฏิ บั ติ ราชการ ของข้าราชการตำรวจที่สังกัดกองบัญชาการอื่น และปฏิบัติราชการประจำอยู่ในจังหวัดนั้น ให้เป็นไป ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อ บัง คับ หรือ คาสั่ง ของสานัก งานตารวจแห่ง ชาติห รือ กองบัญ ชาการ มติคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีด้วย ในการนี้ ให้มีอำนาจสั่งการใด ๆ เพื่อให้เกิด การประสานงานและความร่ วมมือกันในการปฏิบัติหน้าที่หรือยับยั้งการกระทำใด ๆ ของข้าราชการ ตำรวจที่ปฏิบัติห น้ าที่อยู่ในจังหวัด ที่ขัด ต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติหรือกองบัญชาการ มติคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีไว้ชั่วคราว แล้วรายงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด มาตรา 69 ภายใต้บังคับมาตรา 23 (3) ในส่วนราชการต่าง ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะให้มีตำแหน่งข้าราชการตำรวจตำแหน่งใด จำนวนเท่าใด และคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งอย่างใด และจะให้มียศหรือไม่ และถ้าให้มียศจะให้มียศใด รวมตลอดถึงการตัดโอนตำแหน่งจากส่วนราชการหนึ่ง ไปเพิ่มให้อีกส่วนราชการหนึ่ง ให้ เป็นไปตามที่ก.ตร. กำหนด โดยให้คำนึงถึงลักษณะหน้าที่และ ความรับผิดชอบ ปริมาณและคุณภาพของงาน รวมทั้งความมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความไม่ซ้าซ้อน และการประหยัดเป็นหลัก ให้เป็นหน้าที่ของก.ตร. ที่จะต้องทบทวนอัตรากำลังของแต่ละส่วนราชการ ให้สอดคล้องกับ ความรับผิดชอบและปริมาณของงานที่เปลี่ยนแปลงไปให้ทันต่อสถานการณ์ มาตรา 70 ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งตามมาตรา 62 ในกลุ่มสายงานสืบสวน สอบสวนที่ดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่งานสืบสวนสอบสวน และกลุ่มสายงานป้องกันปราบปราม ที่ดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่งานป้องกันปราบปราม ได้รับเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษตามอัตราที่ก.ตร. กำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง โดยจะกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวซึ่งปฏิบัติ หน้าที่ประจำที่สถานีตำรวจได้รับเงินเพิ่มพิเศษสูงกว่าผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานอื่นก็ได้ ให้ก.ตร. และกระทรวงการคลัง ร่ว มกัน พิ จารณาทบทวนเงิน เพิ่ม พิ เศษตามวรรคหนึ่ง ให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจในทุกสามปี ในการกาหนดจานวนเงิน เพิ่ม เป็น กรณี พิ เศษตามวรรคหนึ่ง และวรรคสอง และการให้ ความเห็น ชอบของกระทรวงการคลังตามวรรคหนึ่ง ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน และ การดารงตนอยู่ ในความยุ ติธ รรมได้อ ย่ า งมีเกีย รติ โดยเปรีย บเทีย บกับ ค่ า ตอบแทนที่ รั ฐจ่ า ยให้ แก่ ข้าราชการฝ่ายอื่นที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมประกอบด้วย หมวด 3 การบรรจุ การแต่งตั้ง และการเลื่อนขั้นเงินเดือน มาตรา 71 ผู้ที่จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ต้องมีคุณสมบัติและ ไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ากว่าสิบแปดปี
(3) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(4) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง
(5) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่กำหนดในกฎก.ตร. มาตรา 72 การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้บังคับบัญชาตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง มาตรา 73 การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจ ชั้นประทวน และชั้นสัญญาบัตร ให้บรรจุจากบุคคลผู้ได้รับคัดเลือกหรือสอบแข่งขันได้ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขัน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.ตร. และ ให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกหรือสอบแข่งขัน มาตรา 74 ในการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มิใช่ตำแหน่งประเภท วิชาชีพเฉพาะ ให้ดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการใด ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(1) ถ้าผู้ที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จ การศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีซึ่งมีคะแนนทุกประเภทเฉลี่ยตลอดหลักสูตรสูงสุดมีสิทธิเลือก ก่อนเรียงตามลาดับไป
(2) ถ้าผู้ที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นผู้สอบคัดเลือกหรือแข่งขันได้ ให้ผู้ที่สอบคัดเลือก หรือแข่งขันได้และมีคะแนนทุกประเภทรวมกันสูงสุดมีสิทธิเลือกก่อนเรียงตามลาดับไป
(3) ในกรณีอื่นนอกจาก (1) และ (2) ให้ดำเนินการตามวิธีการที่ก.ตร. กำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตาม (1) และ (2) ให้เป็นไปตามที่ก.ตร. กำหนด ในกรณี จำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการก.ตร. จะกำหนดเงื่อนไขในการเลือกด้วยก็ได้ มาตรา 75 ผู้ ได้ รับ การบรรจุ เข้ า รับ ราชการเป็น ข้ า ราชการตารวจตามมาตรา 73 ให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง โดยมีกำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือน หลัก เกณฑ์ และวิ ธี การเกี่ย วกับ การทดลอง การประเมิน ผลการทดลอง การรายงาน ผลการทดลอง และการยกเว้นไม่ต้องทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ รวมทั้งการสั่งให้ออกจากราชการ อันเนื่องมาจากการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.ตร. ผู้ใดถูกสั่งให้ออกจากราชการระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ให้ถื อว่าผู้นั้นเคยเป็น ข้าราชการตำรวจ แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือการรับเงินเดือนหรือ ผลประโยชน์อื่นที่ได้รับจากทางราชการในระหว่างที่ผู้นั้นทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ มาตรา 76 ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มิใช่ตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะ ผู้บังคับบัญชาต้องแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในกลุ่มสายงานที่ผู้นั้นมีความรู้ ความชานาญ หรือ ความถนัด และมุ่ง หมายให้ ผู้ นั้น ได้มีโอกาสปฏิ บัติหน้ าที่ ด้า นต่าง ๆ อย่ า งหลากหลาย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ก.ตร. กำหนด ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับสารวัตรขึ้นไป ในกลุ่มสายงานใด ให้พิจารณาโดยคำนึงถึงอาวุโส ความรู้ความสามารถ ทักษะ ความสมัครใจ และความจำเป็นของ ทางราชการประกอบกัน และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ มาตรา 77 การแต่ง ตั้ง ข้ า ราชการตารวจให้ ดารงตาแหน่ง ให้ แต่ง ตั้ง ตามหลัก เกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(1) ตาแหน่ งผู้บั ญชาการตำรวจแห่ง ชาติ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตั้งจาก ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอกซึ่งดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติหรือรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(2) ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและจเรตำรวจแห่งชาติ จะได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจโทหรือพลตำรวจเอก และเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือรองจเรตำรวจแห่งชาติมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี แต่ในกรณีที่ไม่มีผู้ใด เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือรองจเรตำรวจแห่งชาติมาแล้วถึงหนึ่งปี ให้แต่งตั้ง ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือรองจเรตำรวจแห่งชาตินานที่สุดเรียงตามลาดับ
(3) ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและรองจเรตำรวจแห่งชาติ จะได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจโท และเคยดำรงตำแหน่งระดับผู้บัญชาการหรือ จเรตำรวจมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
(4) ตาแหน่ง ผู้ บัญ ชาการและจเรตารวจ จะได้ท รงพระกรุ ณาโปรดเกล้ า ฯ แต่ง ตั้ง จากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรีหรือพลตำรวจโท และเคยดำรงตำแหน่งระดับรองผู้บัญชาการหรือ รองจเรตำรวจมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี
(5) ตำแหน่งรองผู้บัญชาการและรองจเรตำรวจ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจาก ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรี และเคยดำรงตำแหน่งระดับผู้บังคับการมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี
(6) ตำแหน่งผู้บังคับการ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศ พันตำรวจเอกซึ่งได้รับอัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) หรือพลตำรวจตรี และเคยดำรงตำแหน่ง ระดับรองผู้บังคับการมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี
(7) ตำแหน่งรองผู้บังคับการ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอกหรือพันตำรวจเอก ซึ่ง ได้ รับ อัต ราเงิน เดือ นพัน ตารวจเอก (พิ เศษ) และเคยดารงตาแหน่ง ระดับ ผู้ กากับ การมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสี่ปี
(8) ตำแหน่งผู้กำกับการ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโทหรือพันตำรวจเอก และเคยดำรงตำแหน่งระดับรองผู้กำกับการมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี
(9) ตำแหน่งรองผู้กำกับการและสารวัตรใหญ่ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโท และเคยดำรงตำแหน่งระดับสารวัตรมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(10) ตำแหน่งสารวัตร ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจเอกขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่า พันตำรวจโท และเคยดำรงตำแหน่งระดับรองสารวัตรมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดปี
(11) ตำแหน่งรองสารวัตร ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่า ร้อยตำรวจเอก
(12) ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศสิบตำรวจตรีขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่า ดาบตำรวจ
(13) ตำแหน่งรองผู้บังคับหมู่ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจ ระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ นั บระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งจริง มิให้นับระยะเวลาทวีคูณ โดยให้นับสิบสองเดือนเป็นหนึ่งปี เว้นแต่
(1) ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง หรือแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นสัญญาบัตรครั้งแรก หากนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่เริ่มเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรถึงวันที่ 30 กันยายน มีระยะเวลา รวมแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือน ให้นับเป็นหนึ่งปี
(2) ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่ได้รับการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้ นในวาระประจำปี ไม่ ว่ า จะได้ รับ การแต่ งตั้ง เมื่อ ใดก็ ตาม ให้ นับ ระยะเวลาการดารงตาแหน่ง ถึ งวั นที่ 30 กัน ยายน เป็นหนึ่งปี การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตาม (2) ถึง (13) อาจแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เทียบเท่าด้วยก็ได้ ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งตาม (12) หรือ (13) อาจได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งและมียศตาม (11) ได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎก.ตร. ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งตาม (13) อาจได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง และมียศตาม (12) ได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎก.ตร. มาตรา 78 การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (1) (2)
(3) (4) (5) และ (6) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(1) การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (1) ให้นายกรัฐมนตรี คัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 77 (1) โดยคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ ความสามารถประกอบกัน โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม เสนอก.ตร. เพื่อ พิ จารณาให้ค วามเห็น ชอบก่อน แล้ว ให้ นายกรัฐ มนตรี นาความกราบบั งคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
(2) การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (2) ให้ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่ งชาติคัด เลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจเสนอก.ตร. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนาความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
(3) การแต่ง ตั้ง ข้ า ราชการตารวจให้ ดารงตาแหน่ง ตามมาตรา 77 (3) และ (4) ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจตามที่คณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้ง ข้ า ราชการตารวจตามมาตรา 81 (1) (ก) เสนอแนะ แล้ว เสนอก.ตร. ให้ค วามเห็น ชอบ แล้วจึงนำเสนอนายกรัฐมนตรีนาความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
(4) การแต่ง ตั้ง ข้ า ราชการตารวจให้ ดารงตาแหน่ง ตามมาตรา 77 (5) และ (6) ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจตามที่คณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้ง ข้าราชการตำรวจตามมาตรา 81 (1) (ก) เสนอแนะ โดยให้นาข้อมูลการเสนอแต่งตั้งของหัวหน้า ส่วนราชการระดับกองบัญชาการที่ได้มีการพิจารณาเสนอในรูปคณะกรรมการตามที่กำหนดในกฎก.ตร. มาประกอบการพิ จารณาด้วย หากมีค วามเห็น แตกต่ า งจากข้อ มูล การเสนอแต่ง ตั้ง ของหัว หน้ า ส่วนราชการ ให้ชี้แจงเหตุผลต่อคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตามมาตรา 81
(1) (ก) ก่อนเสนอก.ตร. พิจารณาให้ความเห็นชอบ แล้วจึงนำเสนอนายกรัฐมนตรีนาความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง การจัดทาข้อมูลการเสนอแต่ง ตั้งของหัวหน้าส่วนราชการตาม (4) ให้พิจารณาเสนอรายชื่อ ได้เฉพาะข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่งในสังกัดเท่านั้น ในกรณีที่ก.ตร. ตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่พระราชบัญญัตินี้ กำหนด ให้แจ้งให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป มาตรา 79 การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (7) ลงมา ในสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง ในส่วน กองบัญชาการที่มิได้สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ผู้บัญชาการเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง โดยให้ นาข้อ มูล การเสนอแต่ง ตั้ง ของหัว หน้ า ส่ว นราชการระดับ กองบัญ ชาการหรือ กองบัง คับ การ แล้ว แต่กรณี ที่ได้มีการพิจารณาเสนอในรูปคณะกรรมการตามที่กำหนดในกฎก.ตร. มาประกอบ การพิจารณาด้วย หากมีความเห็นแตกต่างจากข้อมูลการเสนอแต่งตั้งของหัวหน้าส่วนราชการ ให้ชี้แจง เหตุผลต่อคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตามมาตรา 81 การจัดทาข้อมูลการเสนอแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้พิจารณาเสนอรายชื่อได้เฉพาะข้าราชการ ตำรวจที่ดำรงตำแหน่งในสังกัดเท่านั้น การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (11) ลงมาไม่สูงกว่าตำแหน่งเดิม ภายในกองบัญชาการในสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ผู้บัญชาการเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง สำหรับการแต่งตั้งภายในกองบังคับการ ให้ผู้บังคับการเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (7) ลงมาไม่สูงกว่าตำแหน่งเดิม ระหว่างส่วนราชการตามมาตรา 11 (1) และ (2) ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการ ที่เกี่ยวข้องทาความตกลงกันแล้วให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่ งชาติหรือผู้บัญชาการที่ประสงค์จะแต่งตั้ง ข้าราชการตำรวจผู้นั้นเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง สำหรับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระหว่างกองบัญชาการที่มิได้ สัง กัด สานัก งานผู้ บัญชาการตำรวจแห่ง ชาติ ให้ ผู้ บัญ ชาการที่ เกี่ย วข้อ งทาความตกลงกัน แล้ว ให้ ผู้บัญชาการที่ประสงค์จะแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้นั้นเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง มาตรา 80 การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามมาตรา 77 (7) ลงมา ในส่ว นราชการตามมาตรา 11 (1) และ (2) ให้ พิ จารณาแต่ง ตั้ง ได้ เฉพาะผู้ ที่ ดารงตาแหน่ง ในส่วนราชการนั้น มาตรา 81 การคัด เลือ กหรือ แต่ง ตั้ง ข้ า ราชการตารวจตามมาตรา 77 (3) ลงมา ให้มีคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเพื่อทำหน้าที่พิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติและ ความเหมาะสมในการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ก่อนที่ผู้มีอำนาจ คัดเลือกหรือสั่งแต่งตั้ง ดังต่อไปนี้
(1) คณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (3) ถึง (6) และพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (7) ลงมาในสังกัดสำนักงาน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมีองค์ประกอบดังนี้
(ก) การคัด เลือ กข้ า ราชการตารวจให้ ดารงตาแหน่ง ตามมาตรา 77 (3) ถึง (6) ประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธาน จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติทุกคน เป็นกรรมการ และผู้แทนสำนักงานก.พ. จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ
(ข) การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (7) ลงมาในสังกัด สานัก งานผู้ บัญ ชาการตารวจแห่ง ชาติ ประกอบด้วย ผู้ บัญ ชาการตารวจแห่ง ชาติ เป็น ประธาน จเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทุกคน เป็นกรรมการ ให้ ผู้ บัญ ชาการหน่ว ยงานที่ มีห น้ า ที่ รับ ผิด ชอบงานบริ หารงานบุค คลเป็น เลขานุ การ และผู้บังคับการหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานกำลังพลเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
(2) คณะกรรมการพิ จารณาการแต่ง ตั้ง ข้า ราชการตำรวจระดับ กองบั ญชาการ มีห น้ าที่ และอำนาจพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (7) ลงมาในสังกัด กองบัญชาการที่มิได้สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือตามมาตรา 77 (11) ลงมา ไม่สูงกว่าตำแหน่งเดิมภายในกองบัญชาการในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แล้วแต่กรณี ประกอบด้วย หัว หน้าส่วนราชการระดับกองบัญชาการเป็นประธาน และรองหัวหน้าส่วนราชการ เป็นกรรมการ ให้ผู้บังคับการหรือผู้กำกับการ แล้วแต่กรณี ที่รับผิดชอบงานกำลังพลเป็นเลขานุการ และผู้กำกับการหรือสารวัตร แล้วแต่กรณี ที่รับผิดชอบงานกำลังพลเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
(3) คณะกรรมการพิจารณาการแต่ งตั้งข้าราชการตำรวจระดับกองบังคับการ มีหน้าที่และ อำนาจพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (11) ลงมาไม่สูงกว่าตำแหน่งเดิม ภายในสังกัด ประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการระดับกองบังคับการเป็นประธาน และรองหัวหน้า ส่ว นราชการเป็นกรรมการ สำหรับกองบังคับการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรจังหวัด ให้ผู้แทน คณะกรรมการตรวจสอบและติด ตามการบริหารงานตำรวจของกองบังคับ การตำรวจนครบาลและ ตำรวจภูธรจังหวัด จำนวนหนึ่งคน ร่วมเป็นกรรมการด้วย ให้ผู้กำกับการที่รับผิดชอบงานกำลังพลเป็นเลขานุการ และสารวัตรที่รับผิดชอบงานกำลังพล เป็นผู้ช่วยเลขานุการ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตามมาตรา 77 (3) ลงมา ให้ผู้มีอำนาจคัดเลือก หรือแต่งตั้งพิจารณาจากรายชื่อข้าราชการตำรวจที่คณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ มีมติเสนอแนะ การแต่งตั้งเพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่งควบปรับระดับเพิ่มลดได้ ในตัวเองในกลุ่มสายงานสืบสวนสอบสวนตามมาตรา 62 วรรคสาม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ก.ตร. กำหนด มาตรา 82 ภายใต้บังคับมาตรา 88 การคัด เลือกหรือแต่งตั้ งข้าราชการตำรวจเลื่อน ตำแหน่งสูงขึ้นในแต่ละระดับตำแหน่ง ให้พิจารณาดังต่อไปนี้
(1) ระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและจเรตำรวจแห่งชาติลงมาถึงผู้ช่วยผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติและรองจเรตำรวจแห่งชาติ ให้พิจารณาจากผู้มีความรู้ความสามารถในบัญชีรายชื่อ ตามวรรคสามและได้จัดเรียงตามลาดับอาวุโส
(2) ระดับ ผู้ บัญ ชาการและจเรตารวจลงมาถึง ผู้ บัง คับ การ ให้ พิ จารณาจากผู้ มีค วามรู้ ความสามารถในบัญชีรายชื่อตามวรรคสามและได้จัดเรียงตามลาดับอาวุโสจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบ ของจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับ
(3) ระดับรองผู้บังคับการลงมาถึงสารวัตร ให้พิจารณาจากผู้มีความรู้ความสามารถในบัญชี รายชื่อตามวรรคสามและได้จัดเรียงตามลาดับอาวุโสจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบสามของจำนวน ตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่งของส่วนราชการตามมาตรา 11
(4) จำนวนตำแหน่งว่างที่เหลือจากการพิจารณาตาม (2) และ (3) ให้พิจารณาโดยคำนึงถึง อาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน ในการพิจารณาความรู้ความสามารถ ให้คำนึงถึงประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติ และผลการประเมินความพึงพอใจที่ประชาชนหรือผู้รับบริการได้รับจากการให้บริการ ของข้าราชการตำรวจประกอบด้วย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก.ตร. กำหนด การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตาม (1) (2) (3) และ (4) ให้พิจารณาคัดเลือกหรือ แต่งตั้งได้เฉพาะจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้อยู่ในเกณฑ์ที่สมควรได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ การจัดทาบัญชีรายชื่อผู้อยู่ในเกณฑ์ที่สมควรได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นซึ่งต้องพิจารณาจาก ความรู้ความสามารถตามวรรคสอง และการจัดประเภทตำแหน่งเพื่อใช้ในการคานวณสัดส่วนอาวุโส เพื่อเลื่อนตาแหน่ งสูงขึ้น ให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎก.ตร. โดยในการจัดเรียง ลาดับในบัญชีรายชื่อ ให้จัดผู้ซึ่งมีลาดับอาวุโสสูงกว่าได้อยู่ในลาดับที่เหนือกว่า สำหรับการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในตำแหน่งควบปรับระดับเพิ่มลดได้ในตัวเอง ให้เป็นไป ตามที่ก.ตร. กำหนด สานั กงานตำรวจแห่งชาติอาจกำหนดให้มีหลักเกณฑ์การคัด เลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ดารงตาแหน่ง ระดั บผู้ บัง คับ การขึ้น ไปสาหรับ ผู้ ที่ จะครบเกษีย ณอายุ ราชการเป็ นการเฉพาะ ทั้ งนี้ ให้กำหนดไว้ในกฎก.ตร. มาตรา 83 ภายใต้บังคับมาตรา 84 และมาตรา 90 การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการ ตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (4) ถึง (9) ในกลุ่มสายงานใดกลุ่มสายงานหนึ่ง ตามมาตรา 61 ให้พิจารณาจากข้าราชการตำรวจที่มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในกลุ่มสายงานนั้น ในระดับตำแหน่งปัจจุบันรวมกันแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่กำหนดให้เลื่อน ตำแหน่งสูงขึ้นในระดับตำแหน่งถัดขึ้นไปตามมาตรา 77 การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตามมาตรา 77 (4) ถึง (9) สับเปลี่ยนหมุนเวียน ให้ ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ หรือในกลุ่มสายงานใดกลุ่มสายงานหนึ่งตามมาตรา 61 ให้พิจารณาจาก ข้าราชการตำรวจที่เคยดำรงตำแหน่งในกลุ่มสายงานนั้นในระดับตำแหน่งปัจจุบันมาก่อนหรือมีระยะเวลา การดำรงตำแหน่งในระดับถัดลงไปสองระดับตำแหน่งในกลุ่มสายงานนั้นไม่น้อยกว่าสองในสามของ ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่กำหนดให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในระดับตำแหน่งปัจจุบันตามมาตรา 77 ให้ นั บระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในกลุ่ม สายงานสื บสวนสอบสวนตามมาตรา 61 (3) และกลุ่มสายงานป้องกันปราบปรามตามมาตรา 61 (4) เป็นระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่เกื้อกูล ระหว่างกันได้ในทั้งสองกลุ่มสายงาน การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตามมาตรา 77 (7) ลงมาที่จะร้องขอสมัครใจขอรับการแต่ งตั้ง สับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับตำแหน่งเท่าเดิม ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.ตร. มาตรา 84 ภายใต้บังคับมาตรา 90 การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรเลื่อน ดารงตาแหน่ งสู งขึ้น ในกลุ่ มสายงานสื บสวนสอบสวนทุ กระดับ ตำแหน่ง ให้ พิ จารณาได้เฉพาะผู้ที่มี ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในกลุ่มสายงานสืบสวนสอบสวนในระดับตำแหน่งปัจจุบันรวมกันแล้วไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่ งของระยะเวลาการดำรงตาแหน่ งที่กำหนดให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในระดับตำแหน่งถัด ขึ้นไป ตามมาตรา 77 สาหรับ การแต่ง ตั้ง สับ เปลี่ย นหมุ นเวีย นให้ ดำรงตาแหน่ งในกลุ่ม สายงานสืบ สวนสอบสวน ให้พิจารณาจากผู้ที่มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในระดับตำแหน่งปัจจุบันและระดับตำแหน่งถัดลงไป หนึ่งระดับในกลุ่มสายงานสืบสวนสอบสวนรวมกันแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ที่ กาหนดให้ เลื่อ นตาแหน่ งสู งขึ้น ในระดับตำแหน่ง ปัจจุ บันตามมาตรา 77 เว้ นแต่เป็นการแต่งตั้ง สับเปลี่ยนหมุนเวียนให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (11) ให้นับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในกลุ่มสายงานป้องกันปราบปรามตามมาตรา 61 (4) และกลุ่มสายงานสืบสวนสอบสวนตามมาตรา 61 (3) เป็นระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่เกื้อกูล ระหว่างกันได้ในทั้งสองกลุ่มสายงาน การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในกลุ่มสายงานสืบสวนสอบสวนซึ่งดำรงตำแหน่งควบปรับระดับ เพิ่มลดได้ในตัวเองตามมาตรา 62 วรรคสาม ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น ให้พิจารณาจากผู้ที่ดำรงตำแหน่ง ครบตามระยะเวลาที่กำหนดและผ่านเกณฑ์ประเมินความรู้ความสามารถตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่ก.ตร. กำหนดแล้ว ทั้งนี้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 82 (3) มาตรา 85 ในการแต่ง ตั้ง ข้ า ราชการตารวจเลื่อ นดารงตาแหน่ง หัว หน้ า สถานี ตารวจ ระดับผู้กำกับการเป็นครั้งแรก ให้แต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งในสถานีตำรวจระดับกลางตามมาตรา 13 (2) มาตรา 86 ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นว่าการใช้อำนาจในการแต่งตั้งของ ผู้บัญชาการไม่เป็นธรรม หรือมีกรณีไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่ก.ตร. กำหนด หรือมีเหตุผล ความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่มาตรา 77 (7) ลงมา พ้นจาก พื้นที่หรือหน้าที่ หรือเห็นว่าหากดำรงตำแหน่งเดิมต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หรือ มีเหตุพิเศษตามที่ก.ตร. กำหนด ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (7) ลงมา ได้ตามควรแก่กรณี มาตรา 87 ข้าราชการตำรวจผู้ใดเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเรียงลาดับอาวุโส หรือในการแต่งตั้ง ให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อก.พ.ค.ตร. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งแต่งตั้ง คาร้องทุกข์ตามวรรคหนึ่ง ให้ก.พ.ค.ตร. พิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับคาร้องทุกข์ คาวินิจฉัยของก.พ.ค.ตร. ให้เป็นที่สุด เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ไม่พอใจในผลการพิจารณา ของก.พ.ค.ตร. ให้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผล การพิจารณาของก.พ.ค.ตร. ในกรณีที่ก.พ.ค.ตร. หรือศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยหรือพิพากษาว่าในการเรียงลาดับอาวุโส หรือในการแต่งตั้ง ผู้บังคับบัญชาไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ในการเรียงลาดับ อาวุโสหรือการแต่งตั้ง ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย และให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณา ลงโทษผู้นั้นตามควรแก่กรณีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากก.พ.ค.ตร. หรือนับแต่วันที่ ศาลปกครองสูงสุดมีคาพิพากษาหรือคำสั่ง โดยไม่ต้องดำเนินการสอบสวนอีก แล้วรายงานให้ก.ตร. ทราบ ในกรณีที่ก.ตร. มีมติว่าการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็ นการจงใจเพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่ง บุคคลใดหรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจดำเนินการลงโทษผู้นั้นโดยไม่ต้องดำเนินการสอบสวน ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือแอบอ้างอำนาจของบุคคลใด หรือเรียก รับ ยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือกระทำการใดอันมิชอบ เพื่อให้มีการแต่งตั้ง หรือ ไม่ แต่ง ตั้ง ผู้ ใดให้ ดารงตาแหน่ง ใด ไม่ ว่ า การแต่ง ตั้ง หรือ ไม่ แต่ง ตั้ง นั้น จะชอบด้ว ยหลัก เกณฑ์ ตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี มาตรา 88 เพื่อ รัก ษาความเที่ย งธรรมในการแต่ง ตั้ง และโยกย้ า ยข้ า ราชการตารวจ ให้ก.ตร. ออกกฎก.ตร. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจไว้ให้ชัดเจน แน่นอน โดยอย่ า งน้อ ยต้อ งมีห ลัก เกณฑ์ เกี่ย วกับ การจัด ลาดับ อาวุ โสข้ า ราชการตารวจเพื่อ ใช้ ใน การคัดเลือกหรือแต่งตั้ง การกำหนดวาระประจำปี การนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง การนับจำนวน ตำแหน่งว่าง การคานวณสัดส่วนอาวุโสเพื่อเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น การจัดประเภทตำแหน่งเพื่อใช้ใน การคานวณสัดส่วนอาวุโสเพื่อเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และการจัดทาบัญชีรายชื่อผู้อยู่ในเกณฑ์ที่สมควรได้รับ การเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นกฎก.ตร. ดังกล่าวให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 89 ภายใต้บังคับมาตรา 99 ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีคุณวุฒิสูงขึ้นและมีสิทธิได้รับ เงินเดือนสูงขึ้นตามที่ก.ตร. กำหนด ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 95 เป็นผู้มีอำนาจสั่งเลื่อน มาตรา 90 การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจหรือการแต่งตั้งข้าราชการ ตำรวจให้ดำรงตำแหน่งใด ผู้ได้รับการบรรจุหรือได้รับการแต่งตั้งต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ตามที่ก.ตร. กำหนดตามมาตรา 69 เว้นแต่มีเหตุผลและความจำเป็นและมิใช่เป็นตำแหน่งในกลุ่มสายงาน สืบ สวนสอบสวนก.ตร. อาจอนุ มัติให้ บรรจุ หรือ แต่งตั้งข้า ราชการตำรวจซึ่งไม่มี คุณ สมบัติเฉพาะ สำหรับตำแหน่งตามที่กำหนดไว้ก็ได้ การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปดำรงตำแหน่งอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งที่ไม่ต่ากว่าตำแหน่งเดิม เว้นแต่มีเหตุผลและความจำเป็นก.ตร. อาจอนุมัติให้แต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งที่ต่ากว่าตำแหน่งเดิมเป็นพิเศษเฉพาะรายได้ มาตรา 91 การสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือส่วนราชการใด ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสารองราชการในส่วนราชการใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้ พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิม และโดยจะให้ขาดจากอัตราเงินเดือนในตำแหน่งเดิมหรือไม่ก็ได้ ให้ผู้มี อำนาจดังต่อไปนี้เป็นผู้สั่งได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎก.ตร.
(1) ประธานก.ตร. ตามมติของก.ตร. สำหรับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(2) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสำหรับข้าราชการตำรวจทุกตำแหน่ง
(3) ผู้บัญชาการสำหรับข้าราชการตำรวจในกองบัญชาการหรือในส่วนราชการที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการ มาตรา 92 ห้ามมิให้สั่งให้ข้าราชการตำรวจที่สังกัดสถานีตำรวจตามมาตรา 13 ไปปฏิบัติ หน้าที่ในส่วนราชการอื่นที่มิใช่สถานีตำรวจ เว้นแต่ในคำสั่งนั้นจะสั่งให้ข้าราชการตำรวจอื่นมาปฏิบัติ หน้าที่นั้นแทนในสถานีตำรวจนั้น การสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญตามตำแหน่งที่ก.ตร. กำหนด ให้เป็นไปตามระเบียบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด ซึ่งต้องเสนอก.ตร. เพื่อทราบและประกาศ ในราชกิจ จานุ เบกษา ทั้ง นี้ จะสั่ง ได้ เมื่อ ผู้ ดารงตาแหน่ง ดัง กล่ า วร้อ งขอโดยจะระบุ ตัว บุค คลมิได้ แต่ข้าราชการตำรวจที่ถูกสั่งนั้นต้องสมัครใจด้วย และเมื่อผู้ขอพ้นจากตำแหน่ง ให้สั่งให้ข้าราชการตำรวจ ที่ไปรักษาความปลอดภัยนั้นกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ผู้ขอพ้นจากตำแหน่ง แต่ถ้าผู้ขอเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและไม่เคยต้องคาพิพากษาอันถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก ถ้าผู้นั้นได้ร้องขอให้รักษาความปลอดภัยต่อไป จะสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปรักษา ความปลอดภัยผู้ขอนั้นต่อไปอีกก็ได้ ผู้บังคับบัญชาผู้ใดรู้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มาปฏิบัติราชการติดต่อกันเกินสิบห้าวัน โดยไม่มี เหตุอันสมควร ให้ผู้บังคับบัญชาผู้นั้นดำเนินการทางวินัยให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่รู้ ในกรณี ที่ผู้บังคับบัญชาผู้นั้นไม่มีอำนาจดำเนินการทางวินัย ให้รายงานให้ ผู้บังคับบัญชาในระดับเหนือขึ้นไป ทราบเพื่อดำเนินการทางวินัยต่อไปให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน เว้นแต่มีเหตุผล ความจำเป็นซึ่งทำให้การดำเนินการทางวินัยไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ขยาย ระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้งโดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินหกสิบวัน และให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจ สั่ง ดาเนิน การทางวิ นัย สั่ง ให้ ข้ า ราชการตารวจผู้ นั้น พัก ราชการไว้ ก่อ นตั้ง แต่ วัน ที่ มี คาสั่ง เมื่อผล การดำเนินการทางวินัยปรากฏว่าผู้นั้นขาดราชการติดต่อกันเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สั่งลงโทษ โดยเร็วโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่พักราชการ มาตรา 93 การโอนข้ า ราชการตารวจไปรับ ราชการในส่ว นราชการหรือ หน่ว ยงานอื่น จะกระทำได้เมื่อเจ้าตัวสมัครใจและส่วนราชการหรือหน่วยงานต้องการจะรับโอนผู้นั้น โดยให้ส่วนราชการ หรือหน่วยงานที่ขอรับโอนทาความตกลงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาตรา 94 ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 72 เป็นผู้สั่งบรรจุในกรณี ดังต่อไปนี้
(1) การโอนข้าราชการซึ่งไม่ใช่ข้าราชการตำรวจหรือการโอนพนักงานขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมาบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ ยกเว้นข้าราชการการเมือง ข้าราชการซึ่งอยู่ในระหว่างทดลอง ปฏิบัติหน้าที่ราชการ และพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งอยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติงาน ให้กระทำได้เมื่อเจ้าตัวสมัครใจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องการจะรับโอนผู้นั้น โดยให้สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติทาความตกลงกับผู้มีอำนาจสั่งบรรจุของส่วนราชการหรือหน่วยงานสังกัดเดิม ในการนี้ ให้ สานัก งานตารวจแห่ง ชาติ พิ จารณาโดยคานึง ถึง ประโยชน์ ที่ ทางราชการตารวจจะได้ รับ ทั้ง นี้ ในการดำเนินการรับโอน การกำหนดตำแหน่ง ชั้นยศ และอัตราเงินเดือน และการนับเวลาราชการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎก.ตร.
(2) การกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ
(ก) ข้าราชการตำรวจซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ออกจากราชการไปปฏิบัติงานใด ๆ โดยให้นับเวลาระหว่างนั้นสำหรับการคานวณบาเหน็จบานาญเหมือนเต็มเวลาราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการ ถ้าผู้นั้นขอกลับเข้ารับราชการภายในกำหนดเวลาที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ แต่ไม่เกิน สี่ปีนั บแต่วัน ออกจากราชการไปปฏิบัติงานดังกล่าว ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผู้นั้น กลับเข้ารับราชการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎก.ตร.
(ข) ข้าราชการตำรวจซึ่งออกจากราชการไปแล้ว และไม่ใช่เป็นกรณีออกจากราชการ ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ถ้าสมัครเข้ารับราชการ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องการ ที่จะรับผู้นั้นเข้ารับราชการและมีอัตราว่าง ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการบรรจุและแต่งตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎก.ตร.
(ค) ข้าราชการซึ่งมิใช่ข้าราชการตำรวจหรือพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งออกจากราชการหรือออกจากงานไปแล้ว แต่ไม่รวมถึงข้าราชการการเมือง ข้าราชการซึ่งออกจากราชการ ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้า ที่ราชการและพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งออกจากงาน ในระหว่ า งทดลองปฏิ บั ติ งาน ถ้ า สมัค รเข้ า รับ ราชการเป็น ข้ า ราชการตารวจ และเมื่อ สานัก งาน ตำรวจแห่ งชาติเห็น สมควรรับบุคคลนั้น กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ในการนี้ ให้ สานัก งานตารวจแห่ง ชาติ พิ จารณาโดยคานึง ถึง ประโยชน์ ที่ ทางราชการตารวจจะได้ รับ ทั้ง นี้ การดำเนินการให้กลับเข้ารับราชการ การกำหนดตำแหน่ง ชั้นยศ และอัตราเงินเดือน และการนับ เวลาราชการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎก.ตร. มาตรา 95 ให้ ผู้ บัญ ชาการตารวจแห่ง ชาติ เป็น ผู้ สั่ง เลื่อ นเงิน เดือ นข้ า ราชการตารวจ ระดับส.8 ระดับส.7 และระดับส.6 ที่ไม่อยู่ในอำนาจของผู้บัญชาการตามมาตรา 66 (5) ทั้งนี้ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากก.ตร. แล้ว การสั่งเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจตั้งแต่ระดับส.5 ลงมา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนดในระเบียบก.ตร. การพิ จารณาเลื่อ นเงิน เดือ นข้ า ราชการตารวจ ให้ คานึง ถึง คุณ ภาพและปริ มาณงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานที่ได้ปฏิบัติมา ความสามารถ และความอุตสาหะในการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนการรักษาวินัยและการปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นข้าราชการตำรวจตามรายงานของผู้บังคับบัญชา ตามลาดับชั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎก.ตร. การเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษเกินสองขั้น ต้องได้รับอนุมัติจากก.ตร. เป็นพิเศษเฉพาะราย มาตรา 96 ข้าราชการตำรวจผู้ใดถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการก.ตร. จะพิจารณาเลื่อนเงินเดือนให้ผู้นั้นเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์ในการคานวณบาเหน็จบานาญก็ได้ มาตรา 97 ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่พัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อเพิ่มความรู้ ทักษะ ทัศนคติ คุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งประเมินผลการปฏิบัติราชการของผู้ใต้บัง คับบัญชา เพื่อใช้ประกอบ การพิจารณาแต่งตั้งและเลื่อนเงินเดือน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดในกฎก.ตร. หมวด 4 เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มอื่น มาตรา 98 อัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ อัต ราเงิน ประจำตาแหน่ งและการรับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการตำรวจ ให้เป็น ไป ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ เงินประจำตำแหน่งไม่ถือเป็นเงินเดือน ข้าราชการตำรวจตาแหน่ งใดจะได้รับเงินประจำตำแหน่งท้ายพระราชบัญญัตินี้ในอัตราใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ในกรณี ที่ส มควรปรับ อัต ราเงิน เดือ นข้ า ราชการตารวจให้ส อดคล้อ งกับ ภาวะเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าการปรับอัตราเงินเดือนดังกล่าวเป็นการปรับเพิ่มร้อยละเท่ากันทุกอัตรา และไม่เกิน ร้อยละสิบของอัตราที่ใช้บังคับอยู่ และเมื่อได้รับอนุมัติงบประมาณรายจ่ายจากรัฐสภาเพื่อการนั้นแล้ว การปรับให้กระทำได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และให้ถือว่าบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวเป็น บัญชีอัต ราเงินเดือนท้า ยพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในกรณีที่การปรับเป็นร้อยละเท่ากัน ทุกอัตราดังกล่าว หากทำให้อัตราหนึ่งอัตราใดมีเศษไม่ถึงสิบบาท ให้ปรับตัวเลขเงินเดือนของอัตราดังกล่าว ให้เพิ่มขึ้นเป็นสิบบาท และมิให้ถือว่าเป็นการปรับอัตราร้อยละที่แตกต่างกัน การปรับอัตราเงินเดื อนข้าราชการตำรวจให้เข้าอันดับและขั้น ระดับและชั้น ระดับและขั้น หรือชั้น และขั้น แล้ว แต่กรณี ตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่งและวรรคสี่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก.ตร. กำหนด และให้มีผลเป็นการแก้ไขขั้นหรือชั้นเงินเดือน ข้าราชการตำรวจที่กำหนดไว้ในกฎหรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง มาตรา 99 ให้ข้าราชการตำรวจได้รับเงินเดือน ดังต่อไปนี้
(1) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ได้รับ เงินเดือนขั้นสูงสุดของระดับส.9
(2) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก ให้ได้รับเงินเดือนระดับส.8
(3) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจโท ให้ได้รับเงินเดือนระดับส.7
(4) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับส.6
(5) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอก อัต ราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) ให้ได้รับ เงินเดือนระดับส.5
(6) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอก ให้ได้รับเงินเดือนระดับส.4
(7) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโท ให้ได้รับเงินเดือนระดับส.3
(8) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับส.2
(9) ข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจเอก ร้อยตำรวจโท และร้อยตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือน ระดับส.1
(10) ข้าราชการตำรวจยศดาบตำรวจ ให้ได้รับเงินเดือนระดับป.3
(11) ข้าราชการตำรวจยศจ่าสิบตำรวจ อัตราเงินเดือนจ่าสิบตำรวจ (พิเศษ) ให้ได้รับเงินเดือน ระดับป.2
(12) ข้ า ราชการตารวจยศจ่ า สิ บตำรวจ สิบ ตารวจเอก สิบ ตารวจโท และสิบ ตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับป.1
(13) ข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจสารอง ให้ได้รับเงินเดือนระดับพ.1 ให้ข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่งได้รับเงินเดือนในขั้นต่าของระดับนั้น ๆ ในกรณีที่จะให้ได้รับ เงิน เดือนสูงกว่าหรือต่ากว่าขั้น ต่าหรือสูงกว่าขั้นสูงของระดับ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่กำหนดในกฎก.ตร. ข้าราชการตำรวจตาม (2) ถึง (13) อาจได้รับเงินเดือนในระดับสูงขึ้นกว่าที่กำหนดไว้ ในวรรคหนึ่งก็ได้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการได้รับเงินเดือนในระดับสูงขึ้นดังกล่าวและการรับเงินประจำตำแหน่งไว้ด้วย มาตรา 100 ความในมาตรา 98 และมาตรา 99 มิให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการตำรวจที่ไม่มียศ ข้าราชการตำรวจที่ไม่มียศตำแหน่งใดจะได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งในอัตราใด ให้ เป็น ไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎี กาที่ออกตามมาตรา 8 วรรคสอง โดยให้เทียบเคียงกับ ข้าราชการฝ่ายพลเรือนในตำแหน่งที่คล้ายคลึงกันหรือในระดับเดียวกัน มาตรา 101 ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นเพื่อเป็นการเยียวยา ให้ข้าราชการตำรวจ ได้รับเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่งที่เหมาะสมและเป็นธรรมก.ตร. อาจกำหนดให้ข้าราชการตำรวจ ได้รับการเยียวยาโดยให้ได้รับเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่งตามที่เห็นสมควรเป็นกรณี ๆ ไปก็ได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะรัฐมนตรีกำหนด มาตรา 102 ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตามจำนวน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา มาตรา 103 ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มพิเศษรายเดือน เงินเพิ่มอื่น หรือเงินช่วยเหลือ ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด มาตรา 104 ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ หรือตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง หมวด 5 การรักษาราชการแทนและการปฏิบัติราชการแทน มาตรา 105 ในกรณี ที่ ตาแหน่ง ข้ า ราชการตารวจในส่ว นราชการหรือ หน่ว ยงานใด ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้บังคับบัญชา ดังต่อไปนี้ สั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้นได้
(1) นายกรัฐมนตรี สำหรับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(2) ผู้ บัญ ชาการตารวจแห่ง ชาติ สาหรับ ตาแหน่ งตั้ง แต่ รองผู้บั ญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ หรือตำแหน่งเทียบเท่าลงมา
(3) ผู้ บัญ ชาการหรือตาแหน่ งเที ยบเท่ า สาหรับ ตำแหน่งตั้ง แต่ผู้บัง คับการหรือตาแหน่ง เทียบเท่าลงมาในส่วนราชการนั้น
(4) ผู้ บัง คับ การหรือ ตาแหน่ งเทีย บเท่ า สาหรับ ตาแหน่ง ตั้ง แต่ผู้ กากับ การหรือ ตาแหน่ง เทียบเท่าลงมาในส่วนราชการนั้น ในกรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งให้ข้าราชการตำรวจผู้ใดรักษาราชการแทนและมีผู้ดำรงตำแหน่งรอง ของตาแหน่ งนั้น ให้ ผู้ดำรงตาแหน่ งรองเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือมี แต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และมีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของตำแหน่งดังกล่าว ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย เป็น ผู้รักษาราชการแทนในตาแหน่ งนั้น ถ้ามีผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยหลายคน ให้ผู้มีอาวุโส ตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วย หรือ มีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ก็ให้ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ผู้มีอาวุโสตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. ในส่วนราชการหรือหน่วยงานนั้นเป็นผู้รักษาราชการแทน เพื่อ ประโยชน์ข องทางราชการ ข้ า ราชการตารวจที่ ได้ รับ การแต่ง ตั้ง ให้ ดารงตาแหน่ง ตามมาตรา 77 (2) (3) (4) (5) และ (6) เป็นการย้อนหลัง การปฏิบัติหน้าที่หรือการใช้อำนาจ ในตำแหน่งเดิมที่ได้กระทำไปก่อนมีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้เป็นอันใช้ได้ มาตรา 106 นอกจากที่ บัญ ญั ติ ไว้ ในพระราชบัญ ญั ติ นี้ อานาจในการสั่ง การอนุ ญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ และการดำเนินการด้านอื่นที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะพึงปฏิบัติ หรือ ดาเนิน การตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อ บัง คับ หรือ คำสั่ง ใด หรือ มติคณะรัฐ มนตรี ในเรื่องใด ในกิจการของแต่ละกองบัญชาการ ให้ผู้บัญชาการของแต่ละกองบัญชาการนั้นเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง ผู้บัญชาการจะมอบหมาย ให้รองผู้บัญชาการปฏิบัติราชการแทนก็ได้ ให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่ งชาติมีหน้าที่กำกับติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการ ตามวรรคหนึ่ง และให้มีอำนาจแนะนาและแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการตามวรรคหนึ่ง ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการหรือการระงับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น จากการใช้อำนาจของผู้บัญชาการตามวรรคหนึ่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะระงับการใช้อำนาจ ของผู้บัญชาการดังกล่าวไว้เป็น การชั่วคราวและใช้อำนาจนั้นด้วยตนเองก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่ก.ต.ช. กำหนด มาตรา 107 เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินการอื่นใดที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือ หัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานจะพึงปฏิบัติ หรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถ้ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี ในเรื่อ งนั้น มิ ได้ กาหนดเรื่อ งการมอบอานาจไว้เป็น อย่ า งอื่น หรือ มิ ได้ ห้ า มเรื่อ งการมอบอานาจไว้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงาน อาจมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่ง รองหรือผู้ช่วย หรือผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานถัดลงไปตามลาดับ หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า หรือข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรในส่วนราชการหรือในหน่วยงานนั้นปฏิบัติ ราชการแทนได้ การมอบอำนาจตามวรรคหนึ่งให้ทาเป็นหนังสือและให้ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่แนะนา กำกับ และติดตามการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ และในกรณีที่เห็นว่าผู้รับมอบอำนาจปฏิบัติราชการ ในเรื่องใดโดยไม่สมควร ให้มีอำนาจแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจนั้นได้ เมื่อ มี การมอบอานาจแล้ว ผู้ รับ มอบอานาจมีห น้า ที่ ต้อ งรับ มอบอานาจนั้น และจะมอบ อำนาจนั้นให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากผู้มอบอำนาจไว้เป็นกรณี ๆ ไป มาตรา 108 ให้ ผู้รักษาราชการแทนตามมาตรา 105 มีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับ ผู้ซึ่งตนแทน ในกรณีที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี แต่งตั้ง ให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการหรือให้มีหน้าที่และอำนาจอย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนมีหน้าที่และ อำนาจเป็นกรรมการหรือมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่รักษาราชการแทน การสั่ง ให้ รัก ษาราชการแทนให้ มีผ ลนับ แต่ เวลาที่ ผู้ ได้ รับ แต่ง ตั้ง เข้ า รับ หน้ า ที่ และให้ ผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือตำแหน่งผู้ช่วยพ้นจากความเป็นผู้รักษาราชการแทนนับแต่เวลาที่ผู้ได้รับแต่งตั้ง เข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้ ไม่เป็นการกระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปแล้วในระหว่างเป็นผู้รักษา ราชการแทน มาตรา 109 ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี กำหนดให้หน้าที่หรืออำนาจใดเป็นของปลัดกระทรวง การใช้อำนาจหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวสำหรับ ส่วนราชการหรือหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ถือเป็นหน้าที่และอำนาจของผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ หมวด 6 วินัยและการรักษาวินัย มาตรา 110 ข้าราชการตำรวจต้องถือและปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี และจรรยาบรรณของตำรวจตามที่กำหนดในกฎก.ตร. และต้องรักษาวินัยตามที่ บัญญัติไว้ในหมวดนี้โดยเคร่งครัดกฎก.ตร. ตามวรรคหนึ่ง ให้ มีผ ลใช้ บัง คับ เมื่อ พ้น กาหนดหกสิบ วัน นับ แต่ วัน ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 111 ข้าราชการตำรวจต้องกระทำการอันเป็นข้อปฏิบัติหรือต้องไม่กระทำการอันเป็น ข้อห้ามดังต่อไปนี้
(1) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม เป็นไปตามกฎหมายกฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี จรรยาบรรณของตำรวจ และนโยบายของรัฐบาล โดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ
(2) ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและ ระเบียบของทางราชการในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการมีความเห็นทางคดีหรือการตรวจพิสูจน์ โดยไม่ขัดขืน หรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษา ประโยชน์ของทางราชการ จะเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้ และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืน ยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ต้องปฏิบัติตาม
(3) ต้องรักษาระเบียบการเคารพตามสายการบังคับบัญชายศ และตำแหน่ง
(4) ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้
(5) ต้อ งปฏิ บั ติ ราชการโดยมิ ให้ เป็น การกระทาการข้ า มผู้ บัง คั บบัญ ชาเหนือตน เว้น แต่ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำ หรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว
(6) ต้องรักษาความลับของทางราชการ
(7) ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการ ระหว่างข้าราชการด้วยกัน และผู้ร่วมปฏิบัติราชการ
(8) ต้อ งต้อ นรับ ให้บ ริ การ ให้ค วามสะดวก ให้ค วามเป็น ธรรมและให้ การช่ว ยเหลือ ตามสมควรแก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการ หรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้า และด้วยความสุภาพเรียบร้อย
(9) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้า แก่ราชการ เอาใจใส่ ระมัด ระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ และต้องไม่ประมาทเลินเล่อ ในหน้าที่ราชการ
(10) ต้อ งไม่ก ระทาการอัน เป็น เหตุ ให้ แตกความสามัค คี ระหว่ า งข้ า ราชการตารวจ และ ไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้งกัน
(11) ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิด ข้อความซึ่งควรต้องแจ้ง ถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย
(12) ต้องไม่ใช้กิริยาวาจาหรือประพฤติตนในลักษณะที่ไม่สมควร
(13) ต้องไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
(14) ต้อ งไม่ก ระทาด้ว ยประการใด ๆ ในลัก ษณะที่ เป็น การบัง คับ ผู้ บั งคับ บัญ ชาเป็ นทาง ให้เสียระเบียบแบบแผนวินัยตำรวจ
(15) ต้องไม่กระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการหรือทำให้ เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ
(16) ต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรม ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน
(17) ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลั กษณะงาน คล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
(18) กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎก.ตร. หรือกระทำการอันถือว่ากระทำผิดวินัย ตามพระราชบัญญัตินี้ ข้าราชการตำรวจผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดวินัย มาตรา 112 การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ได้แก่ การกระทำดังต่อไปนี้
(1) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ ที่มิควรได้หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย
(2) ล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศตามที่ก.ตร. กำหนด
(3) ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ อย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
(4) ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ ข่มเหง หรือทาร้ายประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในระหว่าง ปฏิบัติหน้าที่ราชการ
(5) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกโดยคาพิพากษา ถึง ที่ สุด ให้ จาคุก หรือ ให้ รับ โทษที่ห นัก กว่ า โทษจาคุก เว้น แต่ เป็น โทษสาหรับ ความผิด ที่ ได้ก ระทา โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(6) กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
(7) กระทำการอัน เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 26 วรรคสาม หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 51
วรรคสอง
(8) ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งโดยจงใจเพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดตามมาตรา 87 วรรคสี่ หรือกระทำการตามมาตรา 87 วรรคห้า
(9) กระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ รวมทั้งการกระทำผิดตามมาตรา 111 อันเป็นเหตุ ให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(10) กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎก.ตร. มาตรา 113 ให้ ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่เสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย และป้องกัน มิให้ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิด วินัย และดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย วิธีการเสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัยและการป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา กระทำผิดวินัย ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. เมื่อปรากฏกรณีมีมูลที่ควรจะกล่าวหาว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชา ดำเนินการทางวินัยทันทีตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 7 ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้และตามหมวด 7 หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว โดยไม่สุจริต ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย มาตรา 114 เมื่อมีความจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาวินัยและ ปราบปรามข้าราชการตำรวจผู้ก่อการกาเริบ หรือเพื่อบังคับข้าราชการตำรวจผู้ละทิ้งหน้าที่ให้กลับ ทำหน้าที่ของตน ผู้บังคับบัญชาอาจใช้อาวุธหรือกำลังบังคับได้ และถ้าได้กระทำโดยสุจริตตามสมควร แก่เหตุแล้ว ผู้บังคับบัญชาหรือผู้ช่วยเหลือไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา เมื่อมีเหตุดังกล่าว ผู้บังคับบัญชาจะต้องรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือตนตามลาดับชั้น จนถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดยเร็ว มาตรา 115 โทษทางวินัยมี 7 สถาน ดังต่อไปนี้
(1) ภาคทัณฑ์
(2) ทัณฑกรรม
(3) กักยาม
(4) กักขัง
(5) ตัดเงินเดือน
(6) ปลดออก
(7) ไล่ออก การลงโทษภาคทัณฑ์ ได้แก่ การลงโทษแก่ผู้กระทำผิดอันควรต้องรับโทษสถานหนึ่งสถานใด แต่มีเหตุอันควรปรานี จึงเพียงแค่แสดงความผิดผู้นั้นให้ปรากฏไว้ การลงโทษทัณฑกรรม ได้แก่ การให้ทำงานโยธา การให้อยู่เวรยามนอกจากหน้าที่ประจำ หรือการให้ทำงานสาธารณประโยชน์ซึ่งต้องไม่เกินหกชั่วโมงต่อหนึ่งวัน การลงโทษกักยาม ได้แก่ การกักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่สมควรตามที่จะกำหนด การลงโทษกักขัง ได้แก่ การขังในที่จัดไว้เพื่อควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรือหลายคนรวมกัน ตามที่จะได้มีคำสั่ง การลงโทษกักยามหรือกักขังจะใช้งานโยธาหรืองานอื่นของทางราชการด้วยก็ได้ แต่ต้องไม่เกิน หกชั่วโมงต่อหนึ่งวัน มาตรา 116 การลงโทษข้าราชการตำรวจให้ทาเป็นคำสั่งโดยระบุในคำสั่งด้วยว่าผู้ ถูกลงโทษ กระทำผิดวินัยในกรณีใดและมาตราใด วิธีการออกคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.ตร. หมวด 7 การดำเนินการทางวินัย มาตรา 117 เมื่อมีการกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่พิจารณาพฤติการณ์และหลักฐานในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้น กระทาผิด วินัย หรือไม่ ในกรณี จำเป็น หรือ เห็นสมควรจะให้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนก็ได้ ในการสืบสวนข้อเท็จจริงจะมอบหมายให้บุคคลหนึ่งหรือหลายคนช่วยกันดำเนินการสืบสวนก็ได้ ในการดำเนินการสืบสวนตามวรรคหนึ่ง ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยจะ กำหนดเวลาให้ชี้แจงก็ได้ ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ให้สั่งยุติเรื่องได้ ถ้าเห็นว่า กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ให้ ดำเนินการต่อไปตามมาตรา 118 หรือมาตรา 119 แล้วแต่กรณี ทันที มาตรา 118 เมื่อข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย และได้มีการดำเนินการ ตามมาตรา 117 แล้ว ถ้าฟังได้ว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการ ตามมาตรา 124 โดยเร็ว ในกรณีที่มีการสืบสวน ให้นาผลการสืบสวนมาใช้ประกอบการพิจารณาสั่งการ มาตรา 119 เมื่อข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้แต่งตั้ง คณะกรรมการขึ้น ทาการสอบสวน ในการสอบสวนต้อ งแจ้ง ข้อ กล่ า วหาและสรุป พยานหลั กฐานที่ สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่ มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนาสืบแก้ข้อกล่าวหา เมื่อดำเนินการแล้ว ถ้าฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัย ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา 124 หรือมาตรา 125 แล้วแต่กรณี ถ้าฟังไม่ได้ ว่าผู้ถูกกล่าวหา กระทำผิดวินัย ให้สั่งยุติเรื่อง ให้ ผู้ มี อานาจตามมาตรา 105 หรือ ผู้ บัง คับ บัญ ชาอื่น ตามที่ กาหนดในระเบียบก.ตร. เป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจตำแหน่งต่างกันถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงร่ วมกัน ให้ผู้มีอำนาจสำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่มีตำแหน่งในระดับสูงกว่าเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 137 แม้ คาสั่ง แต่ง ตั้ง คณะกรรมการสอบสวนจะมิ ได้ กาหนดให้ส อบสวนในความผิด วิ นัย อย่ า งร้ า ยแรง แต่ผลการสอบสวนปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการสั่งการ ตามผลการสอบสวนโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือดำเนินการสอบสวนใหม่ แต่ทั้ งนี้ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะ ระบุหรือไม่ระบุพยานก็ได้ และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย มาตรา 120 หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเกี่ยวกับการสืบสวน การสอบสวน และ การดาเนิน การตามมาตรา 117 มาตรา 119 มาตรา 126 วรรคหนึ่ง และมาตรา 127
วรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.ตร. ในการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจตามมาตรา 118 มาตรา 124 หรือมาตรา 125 ให้ พิ จารณาสั่ง การให้ แล้ว เสร็จ ภายในหกสิบ วัน นับ แต่ วัน ได้ รับ สานวนที่ค รบถ้ว นสมบูร ณ์ เว้น แต่ มี เหตุ จาเป็น อัน ไม่ อาจหลีก เลี่ย งได้ ก็ ให้ข ออนุ มั ติ ต่อ ผู้ บัง คับ บัญ ชาเหนือ ขึ้น ไปตามมาตรา 105 เพื่อขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินสามสิบวัน ในการนี้ หากยัง พิจารณาไม่แล้ว เสร็จ ให้ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปนั้นพิจารณาสั่งการแทนภายในสามสิบวันนับแต่ วันครบกำหนดเวลาดังกล่าว พร้อมทั้งให้สั่งลงโทษทางวินัยแก่ผู้บังคับบัญชาผู้นั้นโดยไม่ต้องดำเนินการ สืบสวนหรือสอบสวน ในกรณีที่เป็น ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎก.ตร. จะดำเนินการทางวิ นัย โดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้ ในระหว่างการสอบสวน จะนาเหตุแห่งการถูกสอบสวนมาเป็นข้ออ้างในการดำเนินการใด ให้ กระทบต่อสิทธิของผู้ถูกสอบสวนไม่ได้ เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจาก ราชการไว้ก่อนตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวน มาตรา 121 ในการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจ หากเรื่องที่ข้าราชการตำรวจ ถูกกล่าวหาเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐอยู่ด้วย ก็ไม่เป็นเหตุให้ต้องชะลอการดำเนินการทางวินัย และให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยและลงโทษ ทางวินัยต่อไปได้โดยไม่ต้องรอผลการชี้มูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้รับสานวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐว่ากรณีมีมูลความผิด ทางวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจผู้นั้นตามที่คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐได้มีมติ โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และหากการกระทำผิดวินัยดังกล่าวเป็นกรณีที่มีการฟ้อง เป็นคดีอาญาด้วยในฐานความผิดเดียวกัน แล้วต่อมาศาลได้มีคาพิพากษาถึงที่สุดว่าการกระทำของจาเลย ไม่เป็นความผิดอาญาหรือจาเลยมิได้กระทำความผิด ให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้น เพื่อพิจารณาทบทวนการลงโทษทางวินัยที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยนาคาพิพากษาดังกล่าวมาประกอบ การพิจารณาด้วย หากผลการพิจารณาสอดคล้องกับผลของคาพิพากษา ก็ให้แก้ไขคาสั่ งให้ถูกต้องและ มีคำสั่งให้รับข้าราชการตำรวจผู้นั้นกลับเข้ารับราชการ แต่ถ้าผู้นั้นพ้นจากราชการไปก่อนแล้ว ก็ให้ เยียวยาชดเชยตามความเป็นธรรมแก่กรณี มาตรา 122 ในการดาเนิน การทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า คดีมีมูลเหตุแห่งความผิดทางอาญาและได้มีการดำเนินคดีอาญาด้วย ไม่เป็นเหตุให้ต้องชะลอการดำเนินการ ทางวินัย แม้ว่าจะเป็นการดำเนินคดีอาญาในเรื่องเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกันก็ตาม ในกรณีที่ได้มีการดำเนินการลงโทษทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจไปแล้ว และต่อมาศาลได้มี คาพิ พากษาถึง ที่ สุด แตกต่ า งไปจากผลการดาเนิน การทางวิ นัย หากผลของคาพิ พากษาว่ า จาเลย กระทำความผิด และการลงโทษทางวินัยที่ได้ดำเนินการไปแล้วเบากว่าผลของคาพิพากษา ให้ผู้บังคับบัญชา พิจารณาทบทวนการลงโทษทางวินัยใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับผลของคาพิพากษาดังกล่าว โดยให้นา คาพิพากษานั้นมาพิจารณาเพื่อสั่งลงโทษ แต่หากเป็นกรณีที่ได้มีการลงโทษทางวินัยโดยสั่งปลดออกหรือ ไล่ออก แล้วศาลได้มีคาพิพากษาถึงที่สุดว่าการกระทำของจาเลยไม่เป็นความผิดอาญาหรือจาเลยมิได้ กระทำความผิด ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาทบทวนการดำเนินการทางวินัยที่ได้ดาเนิ นการไปแล้วใหม่ โดยนาคาพิพากษาดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย หากผลการพิจารณาสอดคล้องกับผลของ คาพิพากษา ก็ให้แก้ไขคำสั่งให้ถูกต้อง และมีคำสั่งให้รับข้าราชการตำรวจผู้นั้นกลับเข้ารับราชการ แต่ถ้าผู้นั้นพ้นจากราชการไปก่อนแล้ว ก็ให้เยียวยาชดเชยตามความเป็นธรรมแก่กรณี มาตรา 123 เมื่อมีเหตุจำเป็นจะต้องกักตัวข้าราชการตำรวจซึ่งถูกกล่าวหาไว้เพื่อประโยชน์ ในการสอบสวน เช่น จะหลบหนีหรือจะไปทาร้ายหรือข่มขู่ผู้เสียหายหรือพยาน ให้ผู้บังคับบัญชา มีอำนาจกักตัวข้าราชการตำรวจนั้นระหว่างดำเนินการสอบสวนได้เท่าที่จำเป็นแก่ การสอบสวน แต่ต้อง ไม่เกินอำนาจลงโทษกักขังของผู้สั่งกักตัวและต้องไม่เกินสิบห้าวัน ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่งถูกลงโทษกักยามหรือกักขัง ให้หักจำนวนวันที่ถูกกักตัว ออกจากระยะเวลากักยามหรือกักขังด้วย และในกรณีที่ถูกลงโทษทัณฑกรรม ให้ถือว่าการถูกกักตัว เป็นการรับโทษสำหรับความผิดนั้นแล้ว มาตรา 124 ข้ า ราชการตารวจผู้ ใดกระทาผิด วิ นัย อย่ า งไม่ ร้ า ยแรง ให้ ผู้ บัง คับ บัญ ชา สั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษทัณฑกรรม ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผู้กระทำผิดวินัยควรได้รับโทษสูงกว่าที่ตนมีอำนาจสั่งลงโทษ ให้รายงาน ต่อผู้บังคับบัญชาของตนที่มีอำนาจเพื่อให้พิจารณาดำเนินการเพื่อลงโทษตามควรแก่กรณี ในกรณีก ระทาผิด วินัย เล็ก น้อ ยและมี เหตุอัน ควรงดโทษ จะงดโทษให้ โดยให้ทาทั ณฑ์บน เป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้ การลงโทษตามมาตรานี้ ผู้บังคับบัญชาจะมีอำนาจสั่งลงโทษผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในสถานโทษ และอัตราโทษได้เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.ตร. มาตรา 125 ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 สั่ งลงโทษปลดออกหรื อไล่ ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ ามี เหตุ อันควรลดหย่ อนจะนำมาประกอบ การพิจารณาลงโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษต่ากว่าปลดออก การพิจารณาสั่งลงโทษของผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 (2) (3) และ (4) ให้ผู้มีอำนาจ ดังกล่าวตั้งคณะกรรมการเพื่อเสนอแนะว่าจะลงโทษในสถานใด โดยคณะกรรมการดังกล่าวอย่างน้อย ต้อ งประกอบด้ว ยรองหัว หน้ า หน่ว ยงานนั้น ทุกคน ตามหลัก เกณฑ์ ที่ กาหนดในกฎก.ตร. และ ต้องพิจารณาเสนอแนะภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสานวนการสอบสวนจากผู้บังคับบัญชา ให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตามวรรคสอง แล้วรายงานให้ก.ตร. ทราบ ผู้ ถูก ลงโทษปลดออกตามมาตรานี้ ให้ มี สิท ธิ ได้ รับ บาเหน็จ บานาญเสมื อนว่า ผู้ นั้ นลาออก จากราชการ มาตรา 126 เมื่อ ผู้ บัง คับ บัญ ชาได้ ดาเนิน การทางวิ นัย แก่ ข้ า ราชการตารวจผู้ ใดแล้ว ให้ รายงานการดาเนิน การทางวิ นัย ต่อ ผู้ บัง คับ บัญ ชาที่ มี ตาแหน่ง เหนือ ผู้ ดาเนิน การทางวิ นัย และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาที่ได้รับรายงานตามวรรคหนึ่งเห็นว่าการยุติเรื่อง การงดโทษ หรือ การลงโทษ เป็นการไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ก็ให้มีอำนาจสั่งลงโทษ เพิ่มโทษเป็นสถานโทษหรือ อัต ราโทษที่ห นัก ขึ้น ลดโทษลงเป็น สถานโทษหรือ อัต ราโทษที่ เบาลง งดโทษโดยให้ ทาทัณ ฑ์บน เป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือน หรือยกโทษให้ถูกต้องหรือเหมาะสมตามควรแก่กรณี ตลอดจนแก้ไข เปลี่ย นแปลงข้อความในคาสั่ งเดิมให้ ถูกต้อ งเหมาะสมได้ด้วย และในกรณี ที่เห็นว่าควรดำเนินการ อย่างใดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาให้ได้ความจริงและยุติธรรม ก็ให้มีอำนาจดำเนินการหรือ สั่งดำเนินการได้ตามควรแก่กรณี โดยการสั่งลงโทษหรือเพิ่มโทษเป็นสถานโทษที่หนักขึ้น ต้องไม่เกิน อำนาจของตนตามมาตรา 124 และการเพิ่มอัตราโทษเมื่อรวมกับอัตราโทษเดิมต้องไม่เกินอำนาจนั้นด้วย ถ้าเกิน อำนาจของตน ก็ให้ รายงานต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นตามลาดับเพื่อให้พิจารณาดำเนินการ ตามควรแก่กรณี ทั้งนี้ ถ้าเห็นว่าการจะสั่งลงโทษหรือเพิ่มโทษนั้นกรณีเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้รายงานต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อให้พิจารณาดำเนินการ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษตามมาตรา 124 สั่งยุติเรื่อง หรือสั่งงดโทษข้าราชการตำรวจ ผู้ ใดไปแล้ว แต่ ผู้ บัญชาการตำรวจแห่ งชาติเห็น ว่ากรณีเป็นการกระทำผิด วินัย อย่า งร้า ยแรง หรือ เมื่อได้รับรายงานที่ผู้บังคับบัญชาตามวรรคสองเห็นว่ากรณีเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่ งชาติมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 119 แต่ถ้าเป็นกรณีที่ได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 119 ไว้แล้ว ก็ให้ดำเนินการตามมาตรา 125 เมื่อมีกรณีเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ให้ผู้สั่งมีคำสั่งใหม่ และในคำสั่งดังกล่าว ให้สั่งยกเลิกคำสั่งลงโทษเดิมด้วย พร้อมทั้งระบุวิธีการดำเนินการให้ผู้ถูกลงโทษตามคำสั่งเดิมรับโทษ ที่เพิ่มขึ้นหรือกลับคืนสู่ฐานะเดิม แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎก.ตร. มาตรา 127 เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงหรือสั่ งให้ข้าราชการ ตำรวจออกจากราชการในเรื่องใดไปแล้ว ให้รายงานก.ตร. เพื่อทราบ แต่ในกรณีที่ก.ตร. มีเหตุ อัน สมควรก.ตร. จะสั่ง เปลี่ย นแปลงแก้ ไขการดาเนิน การหรือ คาสั่ง ของผู้ บัง คับ บัญ ชา หรือ ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดให้ถูกต้องก็ได้ การรายงานตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก.ตร. กำหนด มาตรา 128 ให้ผู้สืบสวนและกรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และให้กรรมการสอบสวนมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของกรรมการสอบสวน และโดยเฉพาะให้มีอำนาจเรียกให้กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคาหรือชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งผู้แทนหรือบุคคลในสังกัด มาชี้แจงหรือให้ถ้อยคาเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน มาตรา 129 ข้ า ราชการตารวจผู้ ใดซึ่ง ออกจากราชการอัน มิ ใช่ เพราะเหตุ ตาย มีก รณี ถูกกล่าวหาเป็นหนังสือก่อนออกจากราชการว่า ขณะรับราชการได้กระทำหรือละเว้นกระทำการใด อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ถ้าเป็นการกล่าวหาต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือต่อผู้มีหน้าที่ สืบ สวนสอบสวนหรือ ตรวจสอบตามกฎหมายหรื อระเบี ยบของทางราชการ หรือ เป็ นการกล่าวหา ของผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือมีกรณีถูกฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาคดีอาญาก่อนออกจากราชการว่า ในขณะรับราชการได้กระทำความผิดอาญาอันมิใช่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทที่ไม่เกี่ยวกับ ราชการหรือความผิดลหุโทษ ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีอำนาจดำเนินการสอบสวนหรือพิจารณา ดำเนินการทางวินัย และสั่งลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ต่อไปได้เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ แต่ต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกล่าวหาหรือฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาคดีอาญา หลังจากที่ ข้าราชการตำรวจผู้ใดออกจากราชการแล้ว ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีอำนาจดำเนินการสอบสวน หรือพิจารณาดำเนินการทางวินัย และสั่ งลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ต่อไปได้เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ ออกจากราชการ โดยต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ และ ต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ สำหรับกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ตามมาตรา 120 วรรคสาม จะต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ ในกรณีที่ศาลปกครองมีคาพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ หรือก.พ.ค.ตร. มีมติ ให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เพราะเหตุกระบวนการดำเนินการทางวินัยไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยดำเนินการทางวินัยให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่ มีคาพิพากษาถึงที่สุดหรือมีคาวินิจฉัยของก.พ.ค.ตร. แล้วแต่กรณี การดำเนินการทางวินัยตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ถ้าผลการสอบสวนพิจารณา ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ก็ให้งดโทษ มาตรา 130 ในกรณี ที่ค ณะกรรมการป้อ งกัน และปราบปรามการทุจ ริต แห่ง ชาติห รือ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ในภาครัฐมีมติชี้มู ลความผิด ข้าราชการตำรวจผู้ ใด ซึ่งออกจากราชการแล้ว การดาเนิน การทางวินัยและสั่งลงโทษแก่ข้าราชการตำรวจผู้นั้นให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริตหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แล้วแต่กรณี การดาเนิ นการทางวินัยตามวรรคหนึ่ง หากปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ก็ให้งดโทษ มาตรา 131 ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้ง กรรมการสอบสวน หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่เป็นความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 หรือ ผู้บังคับบัญชาอื่น ตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. มีอำนาจสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผล การสอบสวนพิจารณาทางวินั ยได้ แต่ถ้าภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัยว่าผู้นั้น มิได้กระทำผิดหรือกระทำผิดไม่ถึงกับถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจาก ราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่ง ในระดับเดียวกันที่ผู้นั้นมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น เมื่อได้มีการสั่งให้ข้าราชการตำรวจผู้ใดพักราชการหรือออกจากราชการไว้ก่อนตามวรรคหนึ่งแล้ว หากภายหลังปรากฏว่าผู้นั้นมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีอื่นอีก ผู้มีอำนาจ ตามมาตรา 105 หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. มีอำนาจดำเนินการสืบสวน หรือพิจารณาตามมาตรา 117 และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 119 ตลอดจน ดำเนินการทางวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ต่อไปได้ ในกรณีที่ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการหรือได้รับคำสั่ง ให้ ออกจากราชการด้วยเหตุใด ๆ ที่มิใช่เป็นการลงโทษ ให้ผู้นั้นมีสถานภาพเป็นข้าราช การตำรวจ ตลอดระยะเวลาระหว่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เมื่อมีการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจซึ่งถูกสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการ ไว้ก่อนแล้วเสร็จ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 สั่งลงโทษตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควร ลดหย่อน จะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ และให้มีคำสั่งลงโทษย้อนหลังไปถึงวันที่ถูกสั่ง พักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เงินเดือน เงินอื่นที่จ่ายเป็นรายเดือน และเงินช่วยเหลืออย่างอื่น และการจ่ายเงินดังกล่าวของ ผู้ถูกสั่งพักราชการและผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยการนั้น หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสั่งพักราชการ การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระยะเวลา ให้พักราชการและให้ออกจากราชการไว้ก่อน และการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามผลการสอบสวน พิจารณา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.ตร. ให้นาความในมาตรา 129 มาใช้บังคับแก่ข้าราชการตำรวจซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามมาตรานี้ด้วยโดยอนุโลม แต่ระยะเวลาให้นับแต่วันที่พ้นจากราชการด้วยเหตุอื่นที่มิใช่เหตุการสั่งให้ ออกจากราชการไว้ก่อน มาตรา 132 ข้าราชการตำรวจซึ่งโอนมาตามมาตรา 94 (1) ผู้ใดมีกรณีกระทำผิดวินัย อยู่ก่อนวันโอนมาบรรจุ ให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการตำรวจผู้นั้นดำเนินการทางวินัยตามหมวดนี้ โดยอนุโลม แต่ถ้าเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการสืบสวนหรือพิจารณา หรือสอบสวนของผู้บังคับบัญชาเดิม ก่อ นวัน โอน ก็ ให้ สืบ สวนหรือ พิ จารณาหรือ สอบสวนต่อ ไปจนเสร็จ แล้ว ส่ง เรื่อ งให้ ผู้ บัง คับ บัญชา ของข้าราชการตำรวจผู้นั้นพิจารณาดำเนินการต่อไปตามหมวดนี้โดยอนุโลม แต่ทั้งนี้ ในการสั่งลงโทษ ทางวินัยให้พิจารณาตามความผิดและการลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการหรือระเบียบ บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นที่โอนมานั้น แล้วแต่กรณี หมวด 8 การออกจากราชการ มาตรา 133 ข้าราชการตำรวจออกจากราชการเมื่อ
(1) ตาย
(2) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการ
(3) ได้รับอนุญาตให้ลาออกหรือการลาออกมีผลตามมาตรา 135
(4) ถูกสั่งให้ออกตามมาตรา 75 มาตรา 131 มาตรา 134 มาตรา 136 มาตรา 137 มาตรา 138 หรือมาตรา 139
(5) ถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก วันออกจากราชการตาม (4) และ (5) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. การออกจากราชการของข้า ราชการตำรวจเฉพาะผู้ ที่ต้อ งรับราชการตามกฎหมายว่าด้วย การรับราชการทหาร ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น มาตรา 134 ผู้ใดได้รับบรรจุเข้าเป็นข้าราชการตำรวจ หากภายหลังปรากฏว่าขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 71 หรือขาดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามมาตรา 69 ตั้ง แต่ ก่อ นได้ รับ การบรรจุ ให้ ผู้ มี อานาจตามมาตรา 105 สั่ง ให้อ อกจากราชการ แต่ ทั้ง นี้ ไม่ก ระทบกระเทือ นถึง การใดที่ ผู้ นั้น ได้ ปฏิ บั ติ ไปตามหน้ า ที่ และอานาจ และการรับ เงิน เดือ นหรือ ผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากทางราชการก่อนมีคำสั่งให้ออกนั้น และถ้าการเข้ารับราชการเป็นไป โดยสุจริต แล้ว ให้ ถือว่าเป็น การสั่งให้ ออกเพื่ อรับบาเหน็จบานาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วย บาเหน็จบานาญข้าราชการ มาตรา 135 ข้าราชการตำรวจผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการ ให้ยื่นหนังสือขอลาออก ต่อ ผู้ บัง คับ บัญ ชาเหนือ ขึ้น ไปชั้น หนึ่ง เพื่อ ให้ ผู้ มี อานาจตามมาตรา 105 หรือ ผู้ บัง คับ บัญ ชาอื่น ตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. เป็นผู้พิจารณาอนุญาต ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจขอลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญ ตำแหน่ง ทางการเมือง หรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้งหรือรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้การลาออกมีผลนับตั้งแต่วันที่ผู้นั้นขอลาออก นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถ้าผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่ กำหนดในระเบียบก.ตร. เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ จะยับยั้งการลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกิน เก้าสิบวันนับแต่วันขอลาออกก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น ถ้าผู้ขอลาออกมิได้ถอนใบลาออกก่อนครบกำหนด ระยะเวลาการยับยั้ง ให้ถือว่าการลาออกนั้นมีผลเมื่อครบกำหนดเวลาตามที่ได้ยับยั้งไว้ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. มิได้ยับยั้งตามวรรคสาม ให้การลาออกนั้นมีผลตั้งแต่วันขอลาออก หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการลาออก การพิจารณาอนุญาตให้ลาออก และการยับยั้ง การลาออกจากราชการ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. มาตรา 136 ผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ เพื่อรับบาเหน็จบานาญตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการได้ แต่ในการสั่งให้ออกจากราชการ เพื่อรับบาเหน็จบานาญเหตุทดแทน นอกจากให้ทาได้ในกรณีที่ระบุไว้ในมาตราอื่นแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือในกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการแล้ว ให้ทาได้ในกรณีดังต่อไปนี้ด้วย
(1) เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนได้โดยสม่าเสมอ
(2) เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ
(3) เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา 71 (1) หรือ (4) หรือ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในกฎก.ตร.
(4) เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎก.ตร. มาตรา 137 ข้ า ราชการตารวจผู้ ใดมีก รณี ถูก กล่ า วหาหรือ มี เหตุ อัน ควรสงสัย ว่ า หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสม กับตำแหน่งในอันที่จะปฏิบัติหน้า ที่ราชการ และผู้บังคับบัญชาตำแหน่งตั้งแต่ผู้กำกับการหรือเทียบเท่า ผู้กำกับการขึ้นไปเห็นว่ากรณีมีมูล ถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ก็ให้ผู้มี อำนาจดังกล่าวสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยไม่ชักช้า ในการสอบสวนนี้จะต้องแจ้งข้อกล่าวหา และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุ ชื่อพยานก็ได้ และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย เมื่อได้มีการสอบสวนแล้ว ถ้าคณะกรรมการหรือผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่าสมควรให้ออกจากราชการ ก็ให้ผู้สั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการเสนอเรื่องต่อผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 เพื่อพิจารณาสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ เพื่อรับบาเหน็จบานาญเหตุทดแทนได้ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 119 ในเรื่องที่จะต้องสอบสวนตามวรรคหนึ่ง และคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 119 ได้สอบสวนไว้แล้ว ผู้ มี อานาจตามวรรคหนึ่ง จะใช้ สานวนการสอบสวนนั้น มาพิ จารณาดาเนิน การโดยไม่ ต้อ งแต่ง ตั้ง คณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่งก็ได้ หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสอบสวนพิจารณา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.ตร. มาตรา 138 เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้มี การสอบสวนตามมาตรา 119 แต่ไม่ได้ความแน่ชัดว่าผู้นั้นกระทำผิดที่จะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก แต่ มีม ลทิน หรือ มัว หมองในกรณี ที่ ถูก สอบสวนนั้น หากจะให้ รับ ราชการต่อ ไปจะเป็น การเสีย หาย แก่ราชการ ก็ให้ ผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบาเหน็จบานาญ เหตุทดแทนได้ มาตรา 139 เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกจำคุกโดยคาพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิด ลหุโทษ ซึ่ง ยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก หากจะให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ก็ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 สั่งให้ผู้นั้น ออกจากราชการเพื่อรับบาเหน็จบานาญเหตุทดแทนได้ มาตรา 140 การพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการตำรวจตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือตำแหน่งเทียบเท่า ให้นาความกราบบังคมทูล เพื่อ ทรงมีพ ระบรมราชโองการให้ พ้น จากตำแหน่ง เว้ นแต่กรณี ที่พ้ นจากตำแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ ในการออกจากราชการของข้ า ราชการตารวจตาแหน่ง ตั้ง แต่ ผู้ บัง คับ การหรือ ตาแหน่ง เทียบเท่าขึ้นไปนอกจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้นายกรัฐมนตรีนาความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ เว้นแต่กรณีที่พ้นจากตำแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ หมวด 9 การอุทธรณ์ มาตรา 141 ข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ได้ ดังต่อไปนี้
(1) กรณีถูกสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือน ให้อุทธรณ์ คำสั่งดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชาที่สั่งลงโทษ แต่ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้สั่งลงโทษ ให้อุทธรณ์ต่อก.ตร.
(2) กรณีถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ ให้อุทธรณ์คำสั่ง ดังกล่าวต่อก.พ.ค.ตร. การอุทธรณ์ตาม (1) และ (2) ให้อุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง การพิจารณาอุทธรณ์ตาม (1) ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับ อุทธรณ์ เว้นแต่มีเหตุขัดข้องตามที่กำหนดในระเบียบก.ตร. ที่ทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายใน ระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินหกสิบวัน และ ให้บันทึกเหตุขัดข้องให้ปรากฏไว้ด้วย ทั้งนี้ การอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม (1) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.ตร. การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม (2) ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ วันที่ได้รับอุทธรณ์ เว้นแต่มีเหตุขัดข้องที่ทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินหกสิบวัน และให้บันทึกเหตุขัดข้อง ให้ปรากฏไว้ด้วย ทั้งนี้ การอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม (2) ให้เป็นไปตามที่กำหนด ในกฎก.พ.ค.ตร. ในกรณีนี้ อาจกำหนดวิธีการชั่วคราวเพื่อการแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาทุกข์ก่อนที่ก.พ.ค.ตร. จะมีคาวินิจฉัยด้วยก็ได้ ในกรณี ที่ก.ตร. ตามวรรคสาม หรือก.พ.ค.ตร. ตามวรรคสี่ พิ จารณาไม่ แล้ว เสร็จ ตามกำหนดเวลา ให้ผู้อุทธรณ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าวกฎก.ตร. ตามวรรคสาม และกฎก.พ.ค.ตร. ตามวรรคสี่ ต้องไม่สร้างขั้นตอนหรือวิธีการใด ที่ทำให้การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เกิดความล่าช้า มาตรา 142 เมื่อก.พ.ค.ตร. พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งลงโทษ ดำเนินการให้เป็นไปตามคาวินิจฉัยนั้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ก.พ.ค.ตร. มีคาวินิจฉัย ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคาวินิจฉัยอุทธรณ์ของก.พ.ค.ตร. ให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคาวินิจฉัยของก.พ.ค.ตร. ผู้บังคับบัญชาผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น มาตรา 143 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการก.พ.ค.ตร. เป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา และให้มีอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) สั่งให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งลงโทษหรือสั่งให้ออกจากราชการอันเป็นเหตุให้มีการอุทธรณ์ ส่งสานวนการสอบสวนและการลงโทษให้ก.พ.ค.ตร. ภายในเวลาที่กำหนด
(2) สั่งให้สอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติม หรือส่งตัวข้าราชการตำรวจในสังกัดมาให้ถ้อยคา ในการนี้ จะกำหนดระยะเวลาในการสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมไว้ด้วยก็ได้
(3) มีคำสั่งให้ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่ว ยงานอื่น ของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือบุคคลใดที่เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคาหรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
(4) เข้าไปในอาคารหรือสถานที่ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของก.พ.ค.ตร. ทั้งนี้ ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของสถานที่นั้น
(5) สอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติม มาตรา 144 ในการพิ จารณาวิ นิจ ฉัย อุท ธรณ์ ให้ก.พ.ค.ตร. มี อานาจไม่ รับ อุท ธรณ์ ยกอุทธรณ์ หรือมีคาวินิจฉัยให้แก้ไขหรือยกเลิกคำสั่งลงโทษ และให้เยียวยาความเสียหายให้ผู้อุทธรณ์ รวมทั้งเร่งรัดติดตามการเยียวยา หรือให้ดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามระเบียบ ที่ก.พ.ค.ตร. กำหนด การวินิจฉัยให้แก้ไขหรือให้ดำเนินการอื่นตามวรรคหนึ่งก.พ.ค.ตร. จะให้เพิ่มโทษไม่ได้ มาตรา 145 การคัด ค้ า นกรรมการก.พ.ค.ตร. เหตุ แห่ง การคัด ค้ าน วิ ธี การคัด ค้ าน การพิจารณาคาคัดค้าน และการถอนตัว ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.พ.ค.ตร. มาตรา 146 ในกรณีที่ศาลปกครองมีคาพิพากษาถึงที่สุดหรือผู้มีอำนาจพิจารณาตามกฎหมาย ได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งในเรื่องใด ให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจ หรือก.ตร. แล้วแต่กรณี ในการสั่งการตามสมควรเพื่อเยียวยาและแก้ไขหรือดำเนินการตามควรแก่กรณี เพื่อให้เป็นไปตามคาพิพากษาหรือคาวินิจฉัยนั้น หมวด 10 การร้องทุกข์ มาตรา 147 ข้ า ราชการตารวจผู้ ใดเห็น ว่ า ผู้ บัง คับ บัญ ชาใช้ อานาจหน้ า ที่ป ฏิ บั ติ ต่อตน โดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย หรือเกิดจากการปฏิบัติโดยมิชอบ ของผู้บังคับบัญชาต่อตน หรือกฎก.ตร. ที่ ออกมาใช้บังคับขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัตินี้ หรือ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ผู้นั้นอาจร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาหรือก.พ.ค.ตร. แล้วแต่กรณี เพื่อขอให้ แก้ไขได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่มีสิทธิอุทธรณ์ตามหมวด 9 การอุทธรณ์ ให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ตามที่กำหนดไว้ ในหมวดนั้น มาตรา 148 การร้อ งทุก ข์ ที่ เหตุ เกิด จากผู้ บัง คับ บัญ ชา ให้ ร้อ งทุก ข์ ต่อ ผู้ บัง คับ บัญ ชา ชั้นเหนือขึ้นไป ตามลาดับ การร้องทุกข์ที่เหตุเกิด จากหัว หน้าส่วนราชการระดับกองบัญชาการขึ้นไป ให้ร้องทุกข์ต่อก.พ.ค.ตร. การร้องทุกข์ว่ากฎก.ตร. ที่ออกมาใช้บังคับก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม หรือขัดหรือแย้งต่อ พระราชบัญญัตินี้ ให้ร้องทุกข์ต่อก.พ.ค.ตร. ระยะเวลาการร้องทุกข์ การร้องทุกข์ และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ ตามวรรคหนึ่ง
วรรคสอง และวรรคสาม ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎก.พ.ค.ตร. มาตรา 149 ในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งพิจารณาวินิจฉัย เรื่องร้องทุกข์ และก.พ.ค.ตร. มีอำนาจไม่รับเรื่องร้องทุกข์ ยกคาร้องทุกข์ หรือมีคาวินิจฉัยให้แก้ไข หรือยกเลิกคำสั่ง และให้เยียวยาความเสียหายให้ผู้ ร้องทุกข์ หรือให้ดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์ แห่งความยุติธรรมตามระเบียบที่ก.พ.ค.ตร. กำหนด เมื่อผู้บังคับบัญชาซึ่งพิจารณาวินิจฉัยคาร้องทุกข์ หรือก.พ.ค.ตร. ได้พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ ประการใดแล้ว ให้ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติดำเนินการให้เป็นไปตามคาวินิจฉัยนั้น ผู้ร้องทุกข์ผู้ใดไม่พอใจคาวินิจฉัยของผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อก.พ.ค.ตร. ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคาวินิจฉัย และให้นาความใน มาตรา 148 วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม คาวินิจฉัยของก.พ.ค.ตร. ให้เป็นที่สุด หมวด 11 การคุ้มครองระบบคุณธรรม มาตรา 150 ในกรณีที่ก.พ.ค.ตร. เห็นว่ากฎกระทรวงกฎก.ตร. ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ มติ หรือคำสั่งใดที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้และมุ่งหมายให้ใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่สอดคล้องกับระบบคุณธรรมตามมาตรา 60 ให้ก.พ.ค.ตร. แจ้งให้ผู้มีอำนาจออกกฎกระทรวงกฎก.ตร. ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ มติ หรือคำสั่งดังกล่าวทราบ เพื่อดำเนินการ แก้ไขหรือยกเลิกตามควรแก่กรณี หมวด 12 เครื่องแบบตำรวจ