มาตรา 44 มาตรา 29 ในกรณีที่กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 22 (4) (ก) หรือ (ข) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้ผู้ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีสารองในประเภทนั้นตามมาตรา 26 (4) เรียงตามลาดับเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 22 (4) (ก) หรือ (ข) แทน แล้วแต่กรณี และให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน การดำรงตำแหน่งของกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิที่ดำรงตำแหน่งแทน หากมี กำหนดเวลาไม่ถึงสองปี ไม่ให้นับเป็นวาระการดำรงตำแหน่งตามมาตรา 27 มาตรา 30 ในกรณีที่กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้ ดาเนิ นการจัดให้มีการเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ภายในเก้าสิบวันก่อนวัน ครบวาระ มาตรา 31 การประชุม ก.ตร. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน กรรมการข้าราชการตำรวจทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในกรณี ที่ป ระธานกรรมการข้ า ราชการตารวจไม่ มาประชุม หรือ ไม่ อาจปฏิ บั ติห น้ า ที่ ได้ ให้รองประธานกรรมการข้าราชการตำรวจทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการข้าราชการ ตำรวจและรองประธานกรรมการข้าราชการตำรวจไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการ ข้าราชการตำรวจที่มาประชุมเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ให้ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจเป็นผู้เรียกประชุม แต่ในกรณีที่กรรมการข้าราชการตำรวจ ไม่ น้อ ยกว่ า หนึ่ง ในสามของจานวนกรรมการข้ า ราชการตารวจเท่ า ที่ มีอ ยู่ ร้อ งขอให้ เรีย กประชุม ให้ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจเรียกประชุมภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับการร้องขอ ให้ ก.ตร. มี อานาจออกข้อ บัง คับ ว่ า ด้ว ยการประชุม และการลงมติของ ก.ตร. และ ของคณะอนุกรรมการตามมาตรา 23 (14) มาตรา 32 ในกรณีที่ ก.ตร. มีหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติเป็นผู้เสนอเรื่องต่อ ก.ตร. แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งคนใด ที่จะเสนอ ลักษณะ 5 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ มาตรา 33 ให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจคณะหนึ่ง เรียกโดย ย่อว่า “ก.พ.ค.ตร.” ประกอบด้วย กรรมการจำนวนเจ็ดคนซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 35 กรรมการ ก.พ.ค.ตร. ต้องทำงานเต็มเวลา มาตรา 34 ผู้จะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ ก.พ.ค.ตร. ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ากว่าสี่สิบห้าปีและไม่เกินเจ็ดสิบปีในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการคัดเลือก
(3) มีคุณสมบัติอื่นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(ก) เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ากว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า
(ข) เคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจในตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าขึ้นไป
(ค) เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ากว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือเทียบเท่า หรือ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้น
(ง) เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ากว่าอัยการพิเศษฝ่ายหรือเทียบเท่า
(จ) เคยเป็นผู้สอนวิชาในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือวิชา ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่ง ไม่ต่ากว่ารองศาสตราจารย์ แต่ในกรณีที่ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ต้องดำรงตำแหน่งหรือ เคยดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี มาตรา 35 ให้ มีคณะกรรมการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค.ตร. ประกอบด้วย ประธาน ศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน รองประธานศาลฎีกาที่ได้รับมอบหมายจากประธานศาลฎีกาหนึ่งคน กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิหนึ่งคนซึ่งได้รับเลือกโดย ก.ตร. และให้เลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ ให้คณะกรรมการคัดเลือกมีหน้าที่คัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 34 จำนวนเจ็ดคน โดยต้องคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 34 (3) (ข) อย่างน้อยหนึ่งคน และตามมาตรา 34 (3) (ค) หรือ (ง) อย่างน้อยหนึ่งคน โดยให้คัดเลือกบุคคลสารองไว้ด้วยไม่น้อยกว่าสามคน ทั้งนี้ เว้นแต่จะไม่มี บุคคลในประเภทนั้น ๆ ให้คัดเลือก เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 37 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี แล้ว ให้ผู้ได้รับ คัดเลือกตามวรรคสองประชุมและเลือกกันเองเป็นประธานกรรมการ ก.พ.ค.ตร. คนหนึ่ง และกรรมการ และเลขานุการคนหนึ่ง แล้วเสนอให้นายกรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้ง ให้ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเป็นผู้ช่วยเลขานุการของ ก.พ.ค.ตร. หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค.ตร. ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการคัดเลือก กำหนด มาตรา 36 กรรมการ ก.พ.ค.ตร. ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง
(4) (5) (6) (7) (8) (9) และ (10) และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ด้วย
(1) ไม่เป็นข้าราชการหรือพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใด
(2) ไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ
(3) ไม่เป็นกรรมการในองค์กรกลางบริหารงานบุคคลในหน่วยงานของรัฐ
(4) ไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอย่างอื่น หรือดำรงตำแหน่งหรือประกอบการใด ๆ หรือ เป็นกรรมการในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ทั้งนี้ อันมีลักษณะเป็นการขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 37 ผู้ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการ ก.พ.ค.ตร. ผู้ใดมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 24
วรรคหนึ่ง (10) หรือมาตรา 36 (1) (2) (3) หรือ (4) ผู้นั้นต้องลาออกจากการเป็นบุคคล ซึ่งมีลักษณะต้องห้ามหรือแสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อได้ว่าตนได้เลิกการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพหรือ การประกอบการอัน มี ลั กษณะต้อ งห้ ามดัง กล่ า วต่อ ผู้ ช่ วยเลขานุการ ก.พ.ค.ตร. ภายในสิบ ห้ าวัน นับแต่วันที่ได้รับคัดเลือก ในกรณีที่ผู้ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการ ก.พ.ค.ตร. มิได้ลาออกหรือเลิกการประกอบอาชีพหรือ วิชาชีพหรือการประกอบการดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยได้รับ คัดเลือกเป็นกรรมการ ก.พ.ค.ตร. และให้ถือว่าผู้ที่ได้ รับเลือกเป็นรายชื่อสารองเป็นผู้ได้รับเลือกแทน และให้นาความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ผู้ได้รับเลือกแทนดังกล่าวด้วยโดยอนุโลม แต่ระยะเวลาสิบห้าวัน ให้นับแต่วันที่ได้รับเลือกแทน มาตรา 38 กรรมการ ก.พ.ค.ตร. มีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ให้กรรมการ ก.พ.ค.ตร. ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่ากรรมการ ก.พ.ค.ตร. ซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ มาตรา 39 นอกจากการพ้น จากตาแหน่ง ตามวาระ กรรมการ ก.พ.ค.ตร. พ้น จาก ตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) มีอายุครบเจ็ดสิบห้าปี
(4) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 34 หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36
(5) ต้องคาพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษ ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
(6) ไม่สามารถปฏิบัติงานได้เต็มเวลาอย่างสม่าเสมอตามระเบียบของ ก.พ.ค.ตร. เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการ ก.พ.ค.ตร. เท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และ ให้ถือว่า ก.พ.ค.ตร. ประกอบด้วยกรรมการ ก.พ.ค.ตร. เท่าที่เหลืออยู่ เว้นแต่มีกรรมการ ก.พ.ค.ตร. เหลืออยู่ไม่ถึงสี่คน เมื่อ มีก รณี ตามวรรคหนึ่ง หรือ กรณี ที่ก รรมการ ก.พ.ค.ตร. พ้น จากตาแหน่ง ตามวาระ ให้ค ณะกรรมการคัด เลือ กดาเนิน การคัด เลือ กกรรมการ ก.พ.ค.ตร. แทนกรรมการ ก.พ.ค.ตร. ซึ่งพ้นจากตำแหน่งโดยเร็ว มาตรา 40 ก.พ.ค.ตร. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) เสนอแนะต่อ ก.ตร. เพื่อ ให้ ก.ตร. ดาเนิน การจัด ให้ มีห รือ ปรับ ปรุง นโยบาย การบริหารงานบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรม
(2) พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม