มาตรา 77
มาตรา 77 ออกกฎก.ตร. ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือ มีม ติ เกี่ย วกับ การบริ หารงานบุคคล เพื่อ ปฏิ บั ติ การตามพระราชบัญ ญั ติ นี้ ทั้ง นี้ ต้อ งไม่ กระทบกระเทือนต่ออำนาจในการแต่งตั้งและโยกย้ายของผู้บัญชาการ
(3) กาหนดมาตรฐานขั้น ต่าเกี่ย วกับ อัต รากำลังพล อุป กรณ์ และเครื่ องมื อเครื่อ งใช้ใน การปฏิบัติหน้าที่ของสถานีตำรวจ กองบังคับการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งอย่างน้อย ต้องกำหนดอัตรากำลังพลขั้นต่าของแต่ละสายงานตามมาตรา 61 (3) ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ ในการอานวยความยุติธ รรมและให้ บริการแก่ประชาชน โดยการกำหนดจำนวนพนักงานสอบสวน ในสถานีตำรวจ กองบังคับการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรจังหวัด ให้คำนึงถึงปริมาณงาน และ ต้องจัดให้มีพนักงานสืบสวนในการสอบสวนจำนวนที่เพียงพอ และให้มีผู้ช่วยพนักงานสอบสวนในจำนวน ที่เหมาะสมกับปริมาณงาน
(4) พิจารณาให้ความเห็นชอบการคัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้งผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ
(5) กำกับดูแลการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจของผู้บังคับบัญชาทุกขั้นตอนให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัตินี้ และกฎก.ตร. โดยเคร่งครัด
(6) ประเมินผลการบริหารทรัพยากรบุคคลของข้าราชการตำรวจเพื่อรักษาความเป็นธรรม และมาตรฐานด้ า นการบริ หารงานบุคคล รวมทั้ง การตรวจสอบและติด ตามการปฏิ บั ติ ให้ เป็น ไป ตามพระราชบัญญัตินี้
(7) เกลี่ยอัตรากำลังข้าราชการตำรวจไปให้สถานีตำรวจให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ และ กำกับดูแลการจัดสรรงบประมาณให้แก่ส่วนราชการในหน่วยปฏิบัติให้เพียงพอ
(8) ออกระเบีย บเกี่ย วกับ การสอบ การบรรจุ การแต่ง ตั้ง การเลื่อ นขั้น เงิน เดือน การดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ และการปฏิบัติการอื่นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ตามพระราชบัญญัตินี้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้
(9) รายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาปรับปรุงเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่ม ค่าครองชีพ สวัสดิการ หรือประโยชน์เกื้อกูลอื่นสำหรับข้าราชการตำรวจให้เหมาะสม
(10) กาหนดชั้น ยศที่ค วรบรรจุ แต่ง ตั้ง และอัต ราเงิน เดือ นที่ค วรได้ รับ สาหรับ วุ ฒิป ริญ ญา หรือประกาศนียบัตรต่าง ๆ
(11) กาหนดอัต ราค่ า ธรรมเนีย มในการปฏิ บั ติ การเกี่ย วกับ การบริ หารงานบุคคล ตามพระราชบัญญัตินี้
(12) พิจารณาอนุมัติแก้ไขทะเบียนประวัติเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิด และการควบคุมเกษียณอายุ ของข้าราชการตำรวจ
(13) ในกรณีที่ พิจารณาเห็น ว่าการปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีมติสั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติการให้ถูกต้องเหมาะสม ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ปฏิบัติการตามมติดังกล่าว ให้รายงาน ต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและสั่งการต่อไป ในการนี้ ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติและผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติของก.ตร. ดังกล่าว พ้นจากตำแหน่งเพื่อไป ดำรงตำแหน่งอื่นได้
(14) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ก.ตร. มอบหมาย
(15) ปฏิบัติการอื่นตามหน้าที่และอำนาจที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่นกฎก.ตร. เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ มาตรา 24 กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 22 (4) นอกจากต้องมี คุณสมบัติตามมาตรา 22 (4) (ก) หรือ (ข) แล้วแต่กรณี แล้ว ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้ามดังต่อไปนี้ด้วย
(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ากว่าสี่สิบปี
(3) ไม่เป็นข้าราชการหรือพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ
(4) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง
(5) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ
(6) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(7) ไม่เป็น ผู้เคยได้รับโทษจำคุกโดยคาพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับ ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(8) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
(9) ไม่เคยต้องคาพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ารวย ผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(10) ไม่ เป็น กรรมการผู้ จัด การ หรือ ผู้ จัด การ หรือ ดารงตาแหน่ง อื่น ใดที่ มี ลัก ษณะงาน คล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 22 (4) (ข) ต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่ง อย่างใดดังต่อไปนี้ด้วย
(1) เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ากว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า หรือไม่ต่ากว่าอธิบดีผู้พิพากษา หรือไม่ต่ากว่าอธิบดีอัยการ
(2) เคยเป็นอาจารย์ประจำในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในวิชาสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ อาชญาวิทยา หรือสาขาอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของก.ตร. และ ดารงตาแหน่ง หรือ เคยดารงตาแหน่ง ไม่ ต่ ากว่ า รองศาสตราจารย์ แต่ ในกรณี ที่ ดารงตาแหน่ง รองศาสตราจารย์ต้องดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(3) ทำงานหรือเคยทำงานด้านประชาสังคมหรือคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี
(4) ทำงานหรือเคยทำงานด้านสื่อสารมวลชนหรือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี มาตรา 25 การเลือ กกรรมการข้ า ราชการตารวจผู้ท รงคุณ วุ ฒิ ตามมาตรา 22 (4) ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่รองผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้เลือก มาตรา 26 การเลือ กกรรมการข้ า ราชการตารวจผู้ท รงคุณ วุ ฒิ ตามมาตรา 22 (4) ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) ให้ก.ตร. มีมติเพื่อกำหนดวันเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิและแต่งตั้ง คณะกรรมการ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ
(2) ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจประกาศรับสมัคร รวมทั้งจัดทาบัญชีรายชื่อ ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 24 ที่สมัครรับเลือกเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ท รงคุณ วุฒิตามมาตรา 22 (4) (ก) และทาหนัง สือ แจ้ง ประธานก.ตร. เพื่อ จัด ให้กรรมการ ข้าราชการตำรวจตามมาตรา 22 (1) (2) และ (3) ร่วมกันเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับเลือกเป็นกรรมการ ข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 22 (4) (ข)
(3) ก่อนวันเลือกเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ให้เลขานุการก.ตร. ส่งบัญชีรายชื่อ บุค คลที่ส มัค รรับ เลือ กและบุค คลที่ก รรมการข้ า ราชการตารวจโดยตาแหน่ง คัด เลือ กตาม (2) โดยเรียงลาดับตามตัว อักษร ไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดาเนิน การจัด ให้ มี การเลือ กและประกาศผลการเลือ กตามหลัก เกณฑ์ และวิ ธี การที่ค ณะกรรมการ การเลือกตั้งกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดให้เป็นการเลือกโดยตรงและลับ โดยในหลักเกณฑ์ดังกล่าว ให้กำหนดเรื่องการคัดค้านเกี่ยวกับการเลือกและการพิจารณาคาคัดค้านด้วย
(4) ให้ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงตามลาดับบัญชีรายชื่อตามมาตรา 22 (4) (ก) และ (ข) เป็นผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ และให้ขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ที่ได้รับคะแนน ลาดับถัดไปสำหรับ (ก) จำนวนไม่เกินสิบห้าคน และสำหรับ (ข) จำนวนไม่เกินสามคน อยู่ในบัญชีสารอง ทั้งนี้ บัญชีสารองให้ใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ ในกรณี ที่ป รากฏว่ า มี ผู้ ได้ คะแนนเท่ า กัน จนเป็น เหตุ ให้ ไม่ สามารถเรีย งลาดับ คะแนนได้ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจับสลากโดยเปิดเผยเพื่อเรียงลาดับก่อนหลังจนครบจำนวน ห้ามผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใดสั่งการ ข่มขู่ หรือชักจูงด้วยประการใด ๆ เพื่อให้เลือกหรือมิให้ เลือกผู้ใดผู้หนึ่งเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บังคับบัญชาผู้ใดฝ่าฝืนวรรคสาม ให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและต้องระวางโทษ ตามวรรคห้าด้วย ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรานี้ ให้เป็นไป ตามที่กำหนดในกฎก.ตร. มาตรา 27 กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และ ให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ให้ กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่ากรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกใหม่เข้ารับหน้าที่ มาตรา 28 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 27 กรรมการข้าราชการ ตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) มีอายุครบเจ็ดสิบปี
(3) ลาออก
(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 24
(5) ก.ตร. มีม ติ ด้ว ยคะแนนเสีย งไม่ น้อ ยกว่ า สองในสามของจานวนกรรมการทั้ง หมด ให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือมีการกระทำหรือมีคุณลักษณะไม่เหมาะสม ต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ
(6) สมัครรับเลือกตั้งหรือรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิก สภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น
(7) ได้รับเลือกเป็นกรรมการก.ร.ตร. ตามมาตรา 44 มาตรา 29 ในกรณีที่กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 22 (4) (ก) หรือ (ข) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้ผู้ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีสารองในประเภทนั้นตามมาตรา 26 (4) เรียงตามลาดับเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 22 (4) (ก) หรือ (ข) แทน แล้วแต่กรณี และให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน การดำรงตำแหน่งของกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิที่ดำรงตำแหน่งแทน หากมี กำหนดเวลาไม่ถึงสองปี ไม่ให้นับเป็นวาระการดำรงตำแหน่งตามมาตรา 27 มาตรา 30 ในกรณีที่กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้ ดาเนิ นการจัดให้มีการเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ภายในเก้าสิบวันก่อนวัน ครบวาระ มาตรา 31 การประชุมก.ตร. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน กรรมการข้าราชการตำรวจทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในกรณี ที่ป ระธานกรรมการข้ า ราชการตารวจไม่ มาประชุม หรือ ไม่ อาจปฏิ บั ติห น้ า ที่ ได้ ให้รองประธานกรรมการข้าราชการตำรวจทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการข้าราชการ ตำรวจและรองประธานกรรมการข้าราชการตำรวจไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการ ข้าราชการตำรวจที่มาประชุมเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ให้ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจเป็นผู้เรียกประชุม แต่ในกรณีที่กรรมการข้าราชการตำรวจ ไม่ น้อ ยกว่ า หนึ่ง ในสามของจานวนกรรมการข้ า ราชการตารวจเท่ า ที่ มีอ ยู่ ร้อ งขอให้ เรีย กประชุม ให้ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจเรียกประชุมภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับการร้องขอ ให้ก.ตร. มี อานาจออกข้อ บัง คับ ว่ า ด้ว ยการประชุม และการลงมติของก.ตร. และ ของคณะอนุกรรมการตามมาตรา 23 (14) มาตรา 32 ในกรณีที่ก.ตร. มีหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติเป็นผู้เสนอเรื่องต่อก.ตร. แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งคนใด ที่จะเสนอ ลักษณะ 5 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ มาตรา 33 ให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจคณะหนึ่ง เรียกโดย ย่อว่า “ก.พ.ค.ตร.” ประกอบด้วย กรรมการจำนวนเจ็ดคนซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 35 กรรมการก.พ.ค.ตร. ต้องทำงานเต็มเวลา มาตรา 34 ผู้จะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการก.พ.ค.ตร. ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ากว่าสี่สิบห้าปีและไม่เกินเจ็ดสิบปีในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการคัดเลือก
(3) มีคุณสมบัติอื่นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(ก) เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ากว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า
(ข) เคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจในตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าขึ้นไป
(ค) เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ากว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือเทียบเท่า หรือ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้น
(ง) เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ากว่าอัยการพิเศษฝ่ายหรือเทียบเท่า
(จ) เคยเป็นผู้สอนวิชาในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือวิชา ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่ง ไม่ต่ากว่ารองศาสตราจารย์ แต่ในกรณีที่ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ต้องดำรงตำแหน่งหรือ เคยดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี มาตรา 35 ให้ มีคณะกรรมการคัดเลือกกรรมการก.พ.ค.ตร. ประกอบด้วย ประธาน ศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน รองประธานศาลฎีกาที่ได้รับมอบหมายจากประธานศาลฎีกาหนึ่งคน กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิหนึ่งคนซึ่งได้รับเลือกโดยก.ตร. และให้เลขาธิการก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ ให้คณะกรรมการคัดเลือกมีหน้าที่คัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 34 จำนวนเจ็ดคน โดยต้องคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 34 (3) (ข) อย่างน้อยหนึ่งคน และตามมาตรา 34 (3) (ค) หรือ (ง) อย่างน้อยหนึ่งคน โดยให้คัดเลือกบุคคลสารองไว้ด้วยไม่น้อยกว่าสามคน ทั้งนี้ เว้นแต่จะไม่มี บุคคลในประเภทนั้น ๆ ให้คัดเลือก เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 37 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี แล้ว ให้ผู้ได้รับ คัดเลือกตามวรรคสองประชุมและเลือกกันเองเป็นประธานกรรมการก.พ.ค.ตร. คนหนึ่ง และกรรมการ และเลขานุการคนหนึ่ง แล้วเสนอให้นายกรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้ง ให้ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเป็นผู้ช่วยเลขานุการของก.พ.ค.ตร. หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการก.พ.ค.ตร. ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการคัดเลือก กำหนด มาตรา 36 กรรมการก.พ.ค.ตร. ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง
(4) (5) (6) (7) (8) (9) และ (10) และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ด้วย
(1) ไม่เป็นข้าราชการหรือพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใด
(2) ไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ
(3) ไม่เป็นกรรมการในองค์กรกลางบริหารงานบุคคลในหน่วยงานของรัฐ
(4) ไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอย่างอื่น หรือดำรงตำแหน่งหรือประกอบการใด ๆ หรือ เป็นกรรมการในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ทั้งนี้ อันมีลักษณะเป็นการขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 37 ผู้ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการก.พ.ค.ตร. ผู้ใดมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 24
วรรคหนึ่ง (10) หรือมาตรา 36 (1) (2) (3) หรือ (4) ผู้นั้นต้องลาออกจากการเป็นบุคคล ซึ่งมีลักษณะต้องห้ามหรือแสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อได้ว่าตนได้เลิกการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพหรือ การประกอบการอัน มี ลั กษณะต้อ งห้ ามดัง กล่ า วต่อ ผู้ ช่ วยเลขานุการก.พ.ค.ตร. ภายในสิบ ห้ าวัน นับแต่วันที่ได้รับคัดเลือก ในกรณีที่ผู้ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการก.พ.ค.ตร. มิได้ลาออกหรือเลิกการประกอบอาชีพหรือ วิชาชีพหรือการประกอบการดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยได้รับ คัดเลือกเป็นกรรมการก.พ.ค.ตร. และให้ถือว่าผู้ที่ได้ รับเลือกเป็นรายชื่อสารองเป็นผู้ได้รับเลือกแทน และให้นาความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ผู้ได้รับเลือกแทนดังกล่าวด้วยโดยอนุโลม แต่ระยะเวลาสิบห้าวัน ให้นับแต่วันที่ได้รับเลือกแทน มาตรา 38 กรรมการก.พ.ค.ตร. มีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ให้กรรมการก.พ.ค.ตร. ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่ากรรมการก.พ.ค.ตร. ซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ มาตรา 39 นอกจากการพ้น จากตาแหน่ง ตามวาระ กรรมการก.พ.ค.ตร. พ้น จาก ตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) มีอายุครบเจ็ดสิบห้าปี
(4) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 34 หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36
(5) ต้องคาพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษ ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
(6) ไม่สามารถปฏิบัติงานได้เต็มเวลาอย่างสม่าเสมอตามระเบียบของก.พ.ค.ตร. เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการก.พ.ค.ตร. เท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และ ให้ถือว่าก.พ.ค.ตร. ประกอบด้วยกรรมการก.พ.ค.ตร. เท่าที่เหลืออยู่ เว้นแต่มีกรรมการก.พ.ค.ตร. เหลืออยู่ไม่ถึงสี่คน เมื่อ มีก รณี ตามวรรคหนึ่ง หรือ กรณี ที่ก รรมการก.พ.ค.ตร. พ้น จากตาแหน่ง ตามวาระ ให้ค ณะกรรมการคัด เลือ กดาเนิน การคัด เลือ กกรรมการก.พ.ค.ตร. แทนกรรมการก.พ.ค.ตร. ซึ่งพ้นจากตำแหน่งโดยเร็ว มาตรา 40 ก.พ.ค.ตร. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) เสนอแนะต่อก.ตร. เพื่อ ให้ก.ตร. ดาเนิน การจัด ให้ มีห รือ ปรับ ปรุง นโยบาย การบริหารงานบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรม
(2) พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม