มาตรา 62
(2) ข้าราชการตำรวจที่ไม่มียศ ได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งในกลุ่มสายงานตามมาตรา 61 (2) และ (5) ตามที่ก.ตร. กำหนด การกาหนดประเภทตาแหน่ง วิ ธี การกาหนดตาแหน่ง คุณ สมบั ติ และลัก ษณะต้อ งห้ าม คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง การบรรจุ การแต่งตั้ง การบังคับบัญชา วินัยและการรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย อัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่ง ตลอดจน การอื่นตามที่จำเป็นสำหรับข้าราชการตำรวจที่ไม่มียศตาม (2) ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวกับการพิสูจน์ หลักฐานหรือลักษณะงานอื่นในทานองเดียวกัน พระราชกฤษฎีกาต้องกำหนดให้เจ้าหน้าที่่ผู้ปฏิบัติงานมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 9 วัน เวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดราชการประจำปี และ การลาหยุด ราชการของข้าราชการตำรวจ ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดสำหรับข้าราชการ พลเรือน แต่ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ก.ต.ช. จะกำหนดให้ข้าราชการตำรวจ ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามวัน เวลา ที่แตกต่างจากที่คณะรัฐมนตรีกำหนดก็ได้ ลักษณะ 2 การจัดระเบียบราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาตรา 10 การจัดระเบียบราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และการอานวยความสะดวกและความยุติธรรม ต่อประชาชน โดยให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่จะต้อง ดำเนินการให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการอย่างมีคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี มาตรา 11 สำนักงานตำรวจแห่งชาติแบ่งส่วนราชการ ดังต่อไปนี้
(1) สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(2) กองบัญชาการหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการ ภายใต้บังคับวรรคสามและมาตรา 12 การแบ่งส่วนราชการตาม (1) เป็นกองบัญชาการหรือ การจัดตั้งกองบัญชาการตาม (2) ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และการแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการ หรือ ส่ว นราชการหรือ หน่ว ยงานอย่ า งอื่น หรือ ในระดับ ต่ าลงไป ให้อ อกเป็น กฎกระทรวง และ ให้กำหนดหน้าที่และอำนาจให้ชัดเจนไว้ในพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงนั้น แล้วแต่กรณี ในกรณี ที่ มี การแบ่ง ส่ว นราชการกองบัญ ชาการเป็น กองบัง คับ การหรือ ส่ว นราชการหรือ หน่วยงานอย่างอื่นตามวรรคสอง การกำหนดอัตรากำลังของส่วนราชการที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายอานวยการ ในกองบัญชาการนั้ นให้กระทำเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่ออานวยความสะดวก สนับสนุน และช่วยเหลือ การปฏิบัติงานของส่วนราชการและข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยปฏิบัติ มาตรา 12 เพื่อประโยชน์ในการบริการประชาชนในการอานวยความยุติธรรม การปฏิบัติงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา การรักษาความสงบเรียบร้อย และ การรักษาความปลอดภัยของประชาชน การแบ่งส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามมาตรา 11 อย่างน้อยต้องมีส่วนราชการ ดังต่อไปนี้
(1) กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาคซึ่งเป็นส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการ โดยต้องกำหนดเขตพื้นที่ให้ชัดเจน มีหน้าที่อานวยการ ประสานงาน และสั่งการเกี่ยวกับการสนธิกำลัง หรือสั่งให้ข้าราชการตำรวจที่อยู่ในสังกัดมาปฏิบัติหน้าที่เฉพาะกิจ ภายใต้การกำกับของผู้บัญชาการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการเป็นการเฉพาะชั่วคราว ซึ่งต้อง ไม่เกินหกเดือน เมื่อเสร็จภารกิจแล้วให้ส่งกลับต้นสังกัด
(2) กองบังคับการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรจังหวัดซึ่งเป็นส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่ากองบังคับการ
(3) สถานีตำรวจ ให้ เป็น หน้ า ที่ และอานาจของผู้ บัญ ชาการในการดู แล ส่ง เสริม สนับ สนุน รวมทั้ง การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่อยู่ในกำกับเพื่อให้การปฏิบัติงานของกองบังคับการหรือตำรวจภูธร จังหวัดและสถานีตำรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาบุคลากร กำกับดูแลการบริหารงานบุคคล และดำเนินการให้สถานีตำรวจ กองบังคับการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรจังหวัดมีงบประมาณและ อุปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ที่เพียงพอตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ และที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 11 วรรคสอง เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา และการรักษา ความสงบเรียบร้อยในท้องถิ่นหรือชุมชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กองบัญชาการตำรวจนครบาลหรือ ตารวจภูธ รจัง หวัด จะจัด ให้ มี แผนหรือ มาตรการการรัก ษาความสงบเรีย บร้อ ยและความปลอดภัย ของประชาชนภายในพื้นที่ให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละท้องถิ่นหรือชุมชนก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น เมื่อก.ต.ช. และคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแผนหรือมาตรการดังกล่าวแล้ว ให้สำนักงบประมาณ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามแผนหรือมาตรการดังกล่าว ในกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอัตรากำลังไม่เพียงพอ ให้จัดอัตรากาลั งให้แก่สถานีตำรวจ กองบังคับการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรจังหวัดตามลาดับให้ครบถ้วนตามกรอบอัตรากำลังก่อน ในการจัดทาแผนหรือมาตรการตามวรรคสาม ให้หารือร่วมกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ ว่ า ราชการจัง หวัด นายอาเภอ หัว หน้ า สถานี ตารวจ องค์ก รปกครองส่ว นท้อ งถิ่น และชุมชน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา 13 ให้แบ่งสถานีตำรวจออกเป็นระดับ ดังต่อไปนี้
(1) สถานีตำรวจระดับใหญ่ที่มีหัวหน้าสถานีตำรวจดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ
(2) สถานีตำรวจระดับกลางที่มีหัวหน้าสถานีตำรวจดำรงตำแหน่งผู้กำกับการหรือสารวัตรใหญ่
(3) สถานีตำรวจระดับเล็กที่มีหัวหน้าสถานีตำรวจดำรงตำแหน่งสารวัตร การกำหนดให้สถานีตำรวจใดเป็นสถานีตำรวจระดับใด ให้เป็นไปตามที่ก.ต.ช. กำหนด โดยคำนึงถึงปริมาณภาระงาน ความหนาแน่นของประชาชนในเขตรับผิดชอบ จำนวนอัตรากำลัง และ สถานที่ตั้งของสถานีตำรวจประกอบกัน ลักษณะ 3 คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ มาตรา 14 ให้มีคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ต.ช.” ประกอบด้วย
(1) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ
(2) รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ
(3) ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม อัยการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และผู้อานวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ
(4) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งกรรมการตาม (1) (2) (3) และ (5) สรรหาและคัดเลือก จากผู้ มีค วามเชี่ย วชาญหรือ ประสบการณ์ ในด้ า นยุท ธศาสตร์ ด้ า นกฎหมาย ด้ า นพัฒ นาองค์กร ด้ า นสื่อ สารมวลชนหรือ ด้ า นเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อ สาร ด้ า นละหนึ่งคน และผู้ แทน ภาคประชาชนจำนวนหนึ่งคน
(5) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ให้ ผู้บัญชาการหน่ว ยงานที่มีห น้าที่รับผิดชอบงานแผนยุทธศาสตร์ และข้าราชการตำรวจ ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งจำนวนไม่เกินหนึ่งคน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ กรรมการตาม (1) (2) (3) และ (5) ต้องมาประชุมด้วยตนเอง จะมอบหมายให้บุคคลอื่นใด มาประชุมแทนมิได้ หลัก เกณฑ์ และวิ ธี การสรรหาและคัด เลือ กกรรมการผู้ท รงคุณ วุ ฒิ ตาม (4) ให้ เป็น ไป ตามระเบียบที่ก.ต.ช. กำหนด มาตรา 15 ให้ก.ต.ช. มีหน้าที่และอำนาจกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหาร ราชการตำรวจ และกากับดูแลสานั กงานตำรวจแห่งชาติให้ปฏิ บัติตามกฎหมาย ยุท ธศาสตร์ชาติ นโยบาย มติคณะรัฐมนตรี และระเบียบแบบแผน รวมทั้งให้มีหน้าที่และอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย
(1) ออกระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือมีมติเกี่ยวกับการบริหารราชการตำรวจ วิธีปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ การพัฒนาระบบงานตำรวจ และการติด ตามประเมินผล การปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
(2) เสนอแนะให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 6 วรรคสาม
(3) กำหนดกระบวนการและขั้นตอนในการกระจายอำนาจระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับกองบัญชาการหรือตำรวจภูธรภาค กองบังคับการหรือตำรวจภู ธรจังหวัด และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น
(4) ตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบายการบริหารราชการตำรวจให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายอื่น ในการนี้ ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจของกรุงเทพมหานคร จังหวัด และสถานีตำรวจต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ ในเขตพื้นที่ดังกล่าว แล้วรายงานก.ต.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณีต่อไป องค์ประกอบ การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ให้เป็นไปตามระเบียบ ที่ก.ต.ช. กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(5) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ก.ต.ช. มอบหมาย
(6) ปฏิ บั ติห น้ า ที่ อื่น ตามที่ค ณะรัฐ มนตรีม อบหมายหรือ ตามที่ มีก ฎหมายกาหนดไว้ ให้ เป็นอำนาจหน้าที่ของก.ต.ช. มาตรา 16 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ากว่าสี่สิบปี
(3) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง
(4) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ
(5) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(6) ไม่เป็น ผู้เคยได้รับโทษจำคุกโดยคาพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับ ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(7) ไม่เป็นผู้เคยถู กลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
(8) ไม่เป็น ผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากงานเพราะทุจริต ต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในการปฏิบัติงาน
(9) ไม่เคยต้องคาพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรั พย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ารวย ผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(10) ไม่ เป็น กรรมการผู้ จัด การ หรือ ผู้ จัด การ หรือ ดารงตาแหน่ง อื่น ใดที่ มี ลัก ษณะงาน คล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท มาตรา 17 กรรมการผู้ท รงคุณ วุ ฒิมี วาระการดำรงตำแหน่ง คราวละสี่ ปีและอาจได้รับ เลือกใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้ ให้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกใหม่เข้ารับหน้าที่ มาตรา 18 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 17 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) มีอายุครบเจ็ดสิบปี
(3) ลาออก
(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 16
(5) ก.ต.ช. มีม ติ ด้ว ยคะแนนเสีย งไม่ น้อ ยกว่ า สองในสามของจานวนกรรมการทั้ง หมด ให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือมีการกระทำหรือมีคุณลักษณะไม่เหมาะสม ต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ
(6) สมัครรับเลือกตั้งหรือรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิก สภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น มาตรา 19 ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้ดำเนินการ สรรหาและคัดเลือกบุคคลเป็นกรรมการแทน เว้นแต่วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน ในกรณีนี้จะไม่ดำเนินการให้มีการสรรหาก็ได้ และให้กรรมการผู้ ทรงคุณวุฒิ ที่ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ในระหว่างที่ยังมิได้สรรหาและคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้ก.ต.ช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ การดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ดำรงตำแหน่งแทน หากมีกำหนดเวลาไม่ถึงสองปี ไม่ให้นับเป็นวาระการดำรงตำแหน่งตามมาตรา 17 มาตรา 20 ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้ดำเนินการ สรรหาและคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ภายในเก้าสิบวันก่อนวันครบวาระ มาตรา 21 การประชุมก.ต.ช. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน กรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ให้ป ระธานกรรมการเป็น ผู้ เรีย กประชุม แต่ ในกรณี ที่ก รรมการไม่ น้อ ยกว่ า หนึ่ง ในสาม ของจำนวนกรรมการเท่าที่มีอยู่ร้องขอให้เรียกประชุม ให้ประธานกรรมการเรียกประชุมภายในเจ็ดวัน นับแต่วันได้รับการร้องขอ ให้ก.ต.ช. มี อานาจออกข้อ บัง คับ ว่ า ด้ว ยการประชุม และการลงมติของก.ต.ช. และ ของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการตามมาตรา 15 (4) และ (5) ก.ต.ช. ต้องมีการประชุมอย่างน้อยปีละสี่ครั้ง ลักษณะ 4 คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ มาตรา 22 ให้ มีค ณะกรรมการข้ าราชการตารวจคณะหนึ่ง เรีย กโดยย่ อว่ า “ก.ตร.” ประกอบด้วย
(1) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ
(2) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ
(3) เลขาธิการก.พ. เลขาธิการก.พ.ร. รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามลาดับอาวุโส จำนวนห้าคน และจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการข้าราชการตำรวจ
(4) กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งได้รับเลือกตามมาตรา 26 ดังต่อไปนี้
(ก) ผู้ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจในตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการหรือเทียบเท่า ขึ้นไปจำนวนสามคน แต่ต้องเป็นผู้ซึ่งพ้นจากความเป็นข้าราชการตำรวจไปแล้วเกินหนึ่งปี
(ข) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจจำนวนสามคน โดยกรรมการข้าราชการ ตำรวจตาม (1) (2) และ (3) หารือร่วมกันเสนอชื่อบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 24 จำนวนหกคน แล้วให้ข้าราชการตำรวจเลือกให้เหลือสามคน ให้ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเป็นเลขานุการ และรองผู้บัญชาการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเป็นผู้ช่วยเลขานุการ กรรมการข้าราชการตำรวจตาม (1) (2) และ (3) ต้องมาประชุมด้วยตนเอง จะมอบหมาย ให้บุคคลอื่นใดมาประชุมแทนมิได้ มาตรา 23 ให้ก.ตร. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) กำหนดมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม และจัดระบบราชการตำรวจ รวมตลอดทั้งนโยบายและมาตรฐานการอบรมและพัฒนาข้าราชการตำรวจ ในการนี้ หากก.ต.ช. ได้ กาหนดระเบีย บแบบแผน นโยบาย และยุท ธศาสตร์ไว้เป็ นการทั่ว ไป การกำหนดในเรื่องดังกล่าวของก.ตร. ต้องสอดคล้องกับระเบียบแบบแผน นโยบาย และยุทธศาสตร์ ของก.ต.ช. และให้ก.ตร. แจ้งการดำเนินการนั้นให้ก.ต.ช. ทราบด้วย
(2) ภายใต้บังคับ